
เศรษฐกิจไทยผันผวนปิดฉากกองทุนมั่งคั่ง
ความผันผวนของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ความผันผวนของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว การส่งออกยังเด้งดึ๋ง ส่งออกขยายตัวดี การบริโภคในประเทศก็ยังขยายตัวดี จนทำให้หลายคนมองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีอนาคตสดใสมาก
แต่หลังจากไตรมาส 2 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยกลายเป็นลูกคลื่น เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง ค่าเงินบาทที่เคยสมดุลก็กลายเป็นแข็งค่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะเงินไหลเข้ามหาศาลในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
การส่งออกที่เคยโดดเด่นกลายเป็นหงอยเหงา ค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าจากเงินไหลเข้าอยู่ ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งพรวดๆ
แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐประกาศที่จะผ่อนคลายมาตรการการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ก็ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐสวิงไปมา ส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นก็ผันผวนตามไปด้วย
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยกระทบจากต่างประเทศยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตาม โดยหลังจากสหรัฐได้ชะลอการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และสามารถขยายเพดานหนี้สหรัฐออกไปได้ชั่วคราว อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทก็เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะต่อไปสหรัฐก็ต้องปรับลดนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง
“ช่วง 56 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก ดังนั้น หากจะมีเงินทุนไหลออกไปบ้างก็ไม่มีปัญหาในเชิงปริมาณ แต่จะต้องดูแลในเรื่องความผันผวน เพราะตอนที่เงินเข้ามาเป็นการทยอยเข้ามา แต่หากตอนที่ออกเร็วและจำนวนมากอาจจะก่อความผันผวน ซึ่ง ธปท.ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตัวอย่างของความผันผวนเศรษฐกิจในปีนี้ เห็นได้ชัดว่าความผันผวนของโลกเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือน คนที่จะรับมือได้ก็คือต้องเข้มแข็ง
ดังนั้นการที่ประเทศมีทุนสำรองสูงย่อมจะปลอดภัยกว่าประเทศที่มีทุนสำรองต่ำ เพราะเมื่อเกิดเงินไหลออก หรือเกิดปัญหาด้านการค้าต่างประเทศ ประเทศเราก็ยังมีความมั่นคงสูง
ฉะนั้น แนวคิดที่จะนำเงินสำรองทางกฎหมายของรัฐบาลมาใช้ ต้องทบทวนดูว่าเหมาะสมจริงหรือ
สำหรับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุด ณ วันที่ 20 ธ.ค. 2556 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าอยู่ที่ 1.676 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คงที่จากวันที่ 13 ธ.ค. 2556 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.676 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านฐานะฟอร์เวิร์ดสุทธิของไทยอยู่ที่ 2.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 900 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาทวันที่ 20 ธ.ค. อยู่ที่ 5,453.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.63 แสนล้านบาท จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 5,377.3 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ขณะที่ฐานเงินวันที่ 20 ธ.ค. อยู่ที่ระดับ 1,446.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.59 แสนล้านบาท จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 1,400.7 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.
อย่างไรก็ดี แนวคิดการจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ Sovereign Wealth Fund : SWF ได้ถูกหยิบยกมาในรัฐบาลทักษิณ โดย “กองทุนเทมาเซก” ของประเทศสิงคโปร์ถูกยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา
จนมาในช่วงต้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เกิดวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐ ฯ ทำให้กองทุนความมั่งคั่งฯ ที่แห่ไปลงทุนในบริษัทการเงินของสหรัฐ ฯจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นซิตี้คอร์ป , มอร์แกน สแตนเลย์ ,เมอร์ริล ลินช์ พากันขาดทุนมหาศาล เรื่องจึงซาลงก่อนจะถูกมาหยิบอีกครั้งเมื่อครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์ ( 3 มี.ค. 2552) ได้มีมติรับข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ใช้ชื่อว่า " บรรษัทบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไทย " เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุน โดยเสนอให้รัฐบาลจัดสรรเงินทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทหรือประมาณ 10% ของวงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นเงินทุน และหากประเทศไทยมีรายได้เพิ่มจากการส่งออกก็ให้นำรายได้ส่วนเกินมาสมทบในกองทุนเพิ่มเติม
ต่อมาในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ กระแสการจัดตั้ง SWF ถูกผลักดันจนเสมือนเป็นหนึ่งในพันธกิจของรัฐบาล โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ที่ออกตัวตั้งแต่ยังไม่มีการฟอร์มทีม ครม.ด้วยซ้ำ
คนที่ออกตัวแรงในเรื่องนี้คือ วีรพงษ์ รามางกูร อดีตผู้ว่าการ ธปท. ที่รับนโยบายมาจากรัฐบาลว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็หนุนสุดตัว เพราะรัฐบาลมีแผนจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท หากนำเงินสำรองออกมาใช้ลงทุนได้ก็จะลดการกู้เงินลง
แต่จนกระทั่งวีรพงษ์อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ก็ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น จนเปลี่ยนประธานบอร์ด ธปท. เป็น อำพร กิตติอำพน เลขา ธิการคณะรัฐมนตรี ก็ได้มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดว่าจะทำให้สำเร็จในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งประธาน ธปท. แต่สุดท้ายประธาน ธปท.ก็ถอย เพราะมีแต่แรงต้านไม่มีแรงหนุน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยกระทบจากต่างประเทศยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตาม โดยหลังจากสหรัฐได้ชะลอการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และสามารถขยายเพดานหนี้สหรัฐออกไปได้ชั่วคราว อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทก็เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ
อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะต่อไป สหรัฐก็ต้องปรับลดนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง
“ช่วง 56 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก ดังนั้น หากจะมีเงินทุนไหลออกไปบ้างก็ไม่มีปัญหาในเชิงปริมาณ แต่จะต้องดูแลในเรื่องความผันผวน เพราะตอนที่เงินเข้ามาเป็นการทยอยเข้ามา แต่หากตอนที่ออกเร็ว และจำนวนมาก อาจจะก่อความผันผวน ซึ่ง ธปท.ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้”
นายประสาร กล่าวต่อว่า ในขณะนี้สภาพคล่องของระบบการเงินยังไม่มีปัญหา เพราะ ณ สิ้นวันธนาคารพาณิชย์ยังเอาเงินส่วนที่เหลือมาฝากไว้ที่ ธปท.ในลักษณะข้ามคืน 500,000-600,000 ล้านบาท และหากพิจารณาสภาพคล่องทั้งระบบที่ฝากอยู่ทั้งหมดยังอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพอ.
สถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าในขณะนี้ไม่ได้สร้างความวิตกกังวล และความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ได้สูงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคนี้ แต่เงินบาทมีความผันผวนค่อนข้างต่ำกว่าสกุลเงินอื่นๆ ด้วยซ้ำ โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปทั้งภูมิภาค ซึ่ง ธปท.ได้ขายเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวนพอสมควรเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ขณะเดียวกันก็จะไม่ฝืนทิศทางตลาดขนาดใหญ่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศ ที่มีมากและจะมากยิ่งขึ้นอีกในอนาคต "เงินบาทเคลื่อนไหว 20-30 สตางค์ต่อวัน ถือว่าเป็นอัตราค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ได้เร็วกว่าสกุลเงินในภูมิภาค จึงไม่ได้กังวลเรื่องนี้ เพราะทั่วโลกเกิดขึ้น ทำให้ปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลกมีการตอบสนองรวดเร็ว ฝั่ง ผู้ประกอบการต้องเฝ้าติดตามตลาดการเงินโลกที่ไม่ปกติและบริหารความเสี่ยงของตัวเองทางใดทางหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี ส่วนหน้าที่ของ ธปท.จะดูแลไม่ให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ควรฝืนทิศทางตลาดขนาดใหญ่"
ทั้งนี้ ทิศทางค่าเงินบาทยังไม่มีใครบอกได้แม่นยำ แต่มองว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังมีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง 2 ทิศทางทั้งอ่อนและแข็งค่า แต่ขณะนี้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก เมื่อใดสถานการณ์สงบลงเงินบาทก็อาจกลับทิศได้เช่นกัน ซึ่งเห็นได้จากเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ช่วงกลางวันเงินบาทเปิดตลาด 31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ช่วงปิดตลาดกลับข้างเป็น 39.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเงินที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นไม่มากและเป็นประเภทตราสารหนี้ระยะสั้นเท่านั้น แต่การลงทุนพันธบัตรส่วนใหญ่ยังเป็นระยะยาวมากกว่า ซึ่งอายุเฉลี่ยในการถือครองพันธบัตรอยู่ที่ 4-5 ปี
ต่อข้อซักถามที่ว่าในตลาดหุ้นมีการขายหุ้นออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินทุนไหลออกค่อนข้างเยอะ ธปท.จะมีการปรับแนวนโยบายการเงินในระยะต่อไปอย่างไร ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่น่าห่วง เพราะเชื่อว่าทุนสำรองทางการระหว่างประเทศของไทยยังมีมากเพียงพอรองรับกระแสเงินทุนของต่างชาติได้ โดยปัจจุบันต่างชาติถือพันธบัตรไทย 12% หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท คิดเป็นวงเงินไม่เกิน 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นช่วงที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทยมากที่สุด แต่ขณะนี้สัดส่วนเริ่มลดลงเหลือ 11% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนในตลาดหุ้นมองว่ามีกลไกการปรับตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ถ้านักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเช่นกัน ถือเป็นการยับยั้งได้ระดับหนึ่ง และในความเป็นจริง ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติเริ่มปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเข้าใจได้ว่าตั้งแต่ปลายปีเทียบกับต้นปี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวมากกว่า 30% สูงสุดในโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดี และแรงส่งของรัฐจากการที่ลดภาษีนิติบุคคลจากสัดส่วน 30% เหลือ 23% และในอนาคตมีแผนจะลดลงอีกเป็น 20% หากไม่มีความแข็งแกร่งทางการเงินและการคลังของประเทศรองรับแรงกดดัน เศรษฐกิจไทยอาจจะพังครืนได้ง่ายอย่างคิดไม่ถึง
ฉะนั้นแผนการล้วงเงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เป็นอันต้องพับแผ่นไปก่อน เพราะสถานการณ์ไม่อำนวย ยิ่งทำก็ยิ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของไทยหดหาย







