
ตำรวจจะเป็นชนวนหรือกันชน?
ความขัดแย้งในสังคมไทยในอดีตมีตลอดมา ผลพวงของความขัดแย้งทำให้เกิดกลุ่มชนเคลื่อนไหวเรียกร้องการชุมนุมประท้วงที่นับวันจะมีรูปแบบและวิธีการที่พยายามกดดันรัฐ มีระดับการใช้ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นด้วยมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น การปิดถนนสายหลัก ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป หรือแม้แต่การยึดสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน สถานที่ราชการ บริเวณสี่แยกซึ่งมีศูนย์การค้า เป็นต้น
ความขัดแย้งในสังคมไทยในอดีตมีตลอดมา ผลพวงของความขัดแย้งทำให้เกิดกลุ่มชนเคลื่อนไหวเรียกร้องการชุมนุมประท้วงที่นับวันจะมีรูปแบบและวิธีการที่พยายามกดดันรัฐ มีระดับการใช้ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นด้วยมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น การปิดถนนสายหลัก ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป หรือแม้แต่การยึดสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน สถานที่ราชการ บริเวณสี่แยกซึ่งมีศูนย์การค้า เป็นต้น
ตำรวจคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ตำรวจเป็นคนกลางระหว่างผู้เสียหายกับผู้ต้องหา เป็นคนกลางระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นคนกลางระหว่างคนร้ายกับคนดี
เมื่อบ้านเมืองเกิดความไม่สงบ มีการชุมนุมเรียกร้อง มีการชุมนุมประท้วง ตำรวจในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเป็นคนกลาง ตำรวจจึงเปรียบเสมือนกันชนระหว่างรัฐกับประชาชนของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งตำรวจกับทหารต้องรับบทหนักในการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งยึดราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์ จนกระทั่งถึงรัฐบาลในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร
จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ตำรวจย่อมรู้ว่าหากมีการใช้ความรุนแรงที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน จึงเห็นได้ว่าในการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ซึ่งมีการชุมนุมมากว่า 50 วันนั้น ตำรวจได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนโดยใช้ความละมุนละม่อมเป็นขั้นตอนตามหลักสากล มีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก สามารถลดการบาดเจ็บ การเสียชีวิตทั้งในส่วนตำรวจและประชาชนเมื่อเกิดการเผชิญหน้าถึงขั้นปะทะได้เป็นอย่างดี
นับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.25 ธ.ค. 2556 มีการปะทะกันครั้งใหญ่ ซึ่งสืบเนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมีการยกระดับการชุมนุมในวันที่ 1 ธ.ค. เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจเป็นเวลา 2 วัน ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและหัวฉีดน้ำเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 119 คน ต่อมาในวันที่ 3 ธ.ค. 2556 ตำรวจรื้อถอนสิ่งกีดขวางแล้วปล่อยให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลเพื่อลดความตึงเครียด และนับเป็นการสงบศึกชั่วคราว
เป็นที่น่าเสียใจว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่สนามกีฬาเวสน์เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดเป็นสถานที่รับสมัคร สส.และกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามฝ่าฝืนเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว ทำให้เกิดการปะทะ โดยตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม และกระสุนยาง ผลการปะทะมีผู้เสียชีวิต 2 คน (เป็นตำรวจ 1 นาย) มีผู้บาดเจ็บรวม 153 คน (เป็นตำรวจ 35 นาย)
มีภาพที่ตำรวจไปทุบรถยนต์และโห่ไล่ 40 สว.ปรากฏในสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2556 ทำให้สังคมมองว่าตำรวจผู้เป็นกันชนมาเป็นผู้ชนเสียเอง ต่อไปประชาชนจะพึ่งใคร
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งใน Social Media เช่นเว็บไซต์ พันทิป มีผู้แสดงความเห็นใจและเข้าใจตำรวจที่ตกอยู่ในสภาวะถูกกดดันมาตลอด 56 วัน ถูกยั่วยุจากหนังสติ๊กซึ่งยิงมาด้วยหัวนอตและเหล็กแหลมในยามค่ำคืน ต้องมีการระแวดระวังตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดสะสม มาเผชิญเหตุการณ์ที่เพื่อนตำรวจซึ่งทำงานด้วยกันถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา อาจทำให้ความอดทนอดกลั้นหมดสิ้นไปได้
ประวัติศาสตร์ในอดีตเป็นบทเรียน หากตำรวจไม่ทำตัวให้เป็นกันชน แต่เป็นตัวชนกับประชาชนเสียเอง ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเป็นอย่างมาก และเป็นตัวจุดชนวนให้มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาแทบทุกครั้ง เพราะประชาชนคนไทยนั้นไม่เคยยอมแพ้ความรุนแรง แต่จะมีการต่อต้านมากขึ้น แม้จะเกิดความสูญเสียก็ยอม
ตำรวจเป็นเครื่องมือของรัฐ? เป็นรัฐตำรวจและทำร้ายประชาชน? การตั้งคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความไว้วางใจของประชาชนต่อตำรวจเป็นอย่างยิ่ง
ตำรวจจึงต้องบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ไม่ให้ถูกสังคมมองว่าตำรวจเป็นเครื่องมือของใครหรือกลุ่มใด ด้วยความอดทนอดกลั้น ผู้บังคับบัญชาของตำรวจควรมีการบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้สมัคร สส.ได้ออกจากสถานที่นั้นไปแล้วอย่างปลอดภัย ก็อาจยืดหยุ่นกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยผู้บังคับบัญชาของตำรวจมีการเจรจากับแกนนำ ปล่อยให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปในสถานที่นั้นได้ เป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ เป็นต้น
ความที่ต้องเป็นตัวกันชนของตำรวจนั้น จึงถูกฝึกและถูกปลูกฝังด้วยอุดมคติของตำรวจว่า “เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผลมุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต”
กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ความอดทนอดกลั้นจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของตำรวจ ผู้เขียนจึงขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันเสาร์ที่ 27 ต.ค. 2516
“ความเพียรนี่หมายความว่าไม่ใช่ความเพียรในการทำงานเท่านั้นเอง หมายถึงความเพียรที่จะข่มใจตัวเองด้วย ความกล้าหาญที่จะข่มใจตัวเองให้อดทน ไม่ใช่อดทนแล้วก็เหมือนว่าใครทำก็ทำไปเราทนเอาไว้ เท่ากับคนอื่นเขาเอาเปรียบเรา ไม่ใช่อดทนที่จะยังไม่เห็นผล อดทนที่จะทราบว่าสิ่งใดที่เราทำต้องใช้เวลา ถ้าเราอดทน หรือถ้าพูดตามธรรมดาว่า ‘เหนียว’ ไว้ อดทนในความดี ทำให้ดี เหนียวไว้ในความดีแล้ว ภายภาคหน้าได้ผลแน่”







