posttoday
เคาต์ดาวน์ปีแห่งการปรับทิศ ศก.โลก

เคาต์ดาวน์ปีแห่งการปรับทิศ ศก.โลก

31 ธันวาคม 2556

เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั่วโลกก็จะได้เวลาโบกมือลาปีเก่า อ้าแขนรับปีใหม่

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั่วโลกก็จะได้เวลาโบกมือลาปีเก่า อ้าแขนรับปีใหม่ ที่หลายต่อหลายคนมักถือเอาเป็นฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ รับสิ่งใหม่ หรือตั้งต้นพร้อมรับเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นบทพิสูจน์หรือท้าทายความสามารถของแต่ละคน

ทว่า การเตรียมตัวเตรียมพร้อมรับบททดสอบใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่อาจวางแผนได้ดีหรือลงมือทำได้จริงจัง หากไม่มีการเรียนรู้ทบทวนจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับเหตุการณ์แรกสุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ การปิดหน่วยงานรัฐ หรือ “โกเวอร์เมนต์ ชัตดาวน์” ของสหรัฐเป็นเวลา 16 วัน ในช่วงต้นเดือน ต.ค. หลังสภาคองเกรสของสหรัฐไม่สามารถตกลงหาข้อยุติเกี่ยวกับแผนงบประมาณประจำปี 2014 โดยมีประเด็นขัดแย้งสำคัญอยู่ที่การแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณสหรัฐ ที่พรรครีพับลิกันใช้เงื่อนไขเรื่องการขยายเพดานหนี้ ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้มาเป็นข้อต่อรองสำคัญในการจัดการกับการปฏิรูประบบประกันสุขภาพที่พรรคเดโมแครต ภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา พยายามผลักดัน

แม้ต่อมาภายหลังทั้งสองพรรคการเมืองจะสามารถหาข้อตกลงยุติการชัตดาวน์ เพื่อเปิดระบบภาครัฐอีกครั้ง และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่ขณะนี้สูงกว่าระดับ 105% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากระดับ 75% ในปี 2008 แต่การขยายเพดานหนี้ดังกล่าวมีระยะเวลาถึงแค่วันที่ 7 ก.พ. 2014 หรือเพียงแค่เดือนกว่าหลังปีใหม่ไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนสิ้นปีนี้ สภาคองเกรสสหรัฐก็สามารถบรรลุร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ออกมาได้สำเร็จเร็วเกินความคาดหมาย ทำให้สิ่งที่ยังต้องรอลุ้นในปีหน้า เหลือเพียงร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้กับความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ ที่โลกยังต้องที่ต้องลุ้นกันต่อไป

ส่วนเหตุการณ์ที่สองในรอบปีนี้ที่โดดเด่นต้องยกให้ ตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างประวัติการณ์ปรับตัวพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่สูงสุด ทำเอานักลงทุนในตลาดหุ้นยิ้มแก้มปริเป็นทิวแถว โดยดัชนีหลักๆ อย่าง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีถึง 25% ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) สูงขึ้นเกือบ 30% และดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้นถึง 38% แถมดัชนีดาวโจนส์ยังปรับตัวสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 1996 ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997

นอกจากนี้ ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น และดัชนีฟุทซี ยูโร เฟิร์สต์ 300 ของภูมิภาคยุโรปก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นพุ่งแรงได้ขนาดนี้ เป็นเพราะอานิสงส์ของนโยบายซื้อคืนพันบัตรของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นมีความน่าสนใจกว่าการลงทุนในตลาดพันธบัตร แต่ก็ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจจริงนอกตลาดหุ้นยังคงฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่เกิดในตลาดหุ้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองใน ตลาดดัชนีแนสแด็ก ที่ผลประกอบการณ์พุ่งขึ้นสูงที่สุดจนต้องเปิดแชมเปญฉลองให้ รวมถึงทำให้การจดทะเบียนเข้าตลาดทุนของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมีมูลค่าหุ้นสูงจนน่าตกใจ จนผู้เชี่ยวชาญต้องรีบออกมาท้วงติงให้ระวังเรื่องฟองสบู่ เพราะหวั่นจะซ้ำรอยภาวะดอทคอม บับเบิล ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2000

ขณะที่ตลาดหุ้นคึกคักจนชวนให้นึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ตลาดทองคำ กลับตกอยู่ในสภาวะสวนทาง จนอาจเรียกได้ว่า ปี 2013 ไม่ใช่ปีของทองคำ โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำร่วงลงเกือบ 28% อยู่ในราคาต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ที่ราว 1,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แถมแนวโน้มขาลงของทองคำจะต่อเนื่องยาวไปจนถึงปี 2014 เหตุจากนักลงทุนเริ่มคลายความวิตกจากภาวะเงินเฟ้อจากการที่เฟดส่งสัญญาณชัดเจนที่จะทยอยลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลรายเดือนตลอดปีหน้า ทำให้ความต้องการซื้อทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง กระนั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเตือนว่า ราคาทองคำอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้จากการเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุน

ทั้งนี้ จาก 3 เหตุการณ์ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทั้งหมดมีร่วมกัน คือ ผลกระทบมากน้อยที่ได้รับจากนโยบายของเฟด โดยต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ที่มีการส่งสัญญาณว่าจะชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ตั้งแต่ช่วงกลางปี ตลาดหุ้นทั่วโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนแทบจะทันที เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่ดิ่งเหวระนาวในหนึ่งวันหลัง เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด เอ่ยปากเตรียมชะลอคิวอีเป็นครั้งแรกในเดือน พ.ค.

กระนั้น กว่าที่เฟดจะเอ่ยปากยืนยันชัดว่าจะค่อยๆ ลดคิวอีในเดือน ม.ค. 2014 แน่ นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า การส่งสัญญาณชะลอคิวอีตั้งแต่กลางปี ได้ช่วยให้นักลงทุนทั่วโลกและรัฐบาลประเทศต่างๆ ตื่นตัวหามาตรการรับมือ จนช่วยบรรเทาสภาวะช็อก เห็นได้จากบรรยากาศตลาดหุ้นหลังทราบความชัดเจนในทิศทางคิวอี ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในส่วนของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากเฟด ย่อมหนีไม่พ้นภาวะทุนไหลเข้าออกตลาดภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายคิวอีของเฟดโดยตรง โดยทำให้เกิดสภาวะผันผวนในตลาดพันธบัตร ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

เหตุเพราะการชะลอใช้มาตรการคิวอีด้วยการลดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลนี้ จะส่งผลให้ปริมาณเงินมหาศาลจากสหรัฐที่ไหลเข้ามาเวียนทำกำไรอยู่ภายในตลาดภูมิภาคเอเชียลดน้อยลง สภาพคล่องที่เคยมีจะหายไป และบางประเทศในเอเชียอาจเผชิญความเสี่ยงต่อสภาวะช็อกจากการที่ทุนไหลออก เพราะบางประเทศยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการเงินการคลังอย่างจริงจังหนักแน่นเพียงพอ จนคาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ปี 2014 มีแนวโน้มที่เอเชียต้องยุ่งยากกับการหาทางจัดการกับภาวะตลาดที่ไร้คิวอี

ขณะที่หลายประเทศกำลังปวดหัวกับการหาแนวทางรับมือคิวอี การเร่งเครื่องเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของพญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีน ที่มีผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วยนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ที่เริ่มหันมาพึ่งพาการเติบโตของจีนเพื่อการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศตนเอง

แน่นอนว่า หากมองในระยะยาว การเดินหน้าปฏิรูปของจีนจะทำให้การเติบโตจีนเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยเน้นพึ่งพาการบริโภคภายในและการลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงเปิดให้ตลาดเสรีมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่าการเดินหน้าลงมือปฏิรูปของจีนนี้ถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสม เพื่อช่วยให้จีนปรับตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยไม่เจ็บตัว แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งก็เตือนว่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมทำให้จีนไม่อยู่ในสภาพพร้อมพอที่จะหวังพึ่งพาได้มากนักเช่นกัน

ต่อเนื่องจากจีน ย่อมต้องเป็น ญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 2 ในเอเชีย กับการบริหารประเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ตามแนวทาง “อาเบะโนมิกส์” ที่หลายฝ่ายต้องปรบมือให้ เพราะภายใต้แนวทางดังกล่าว ได้ผลักดันให้ญี่ปุ่นฟื้นคืนมาด้วยนโยบายอัดฉีดทางการคลังและการเงิน และทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความหวัง เห็นได้จากความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี

แต่กระนั้น ญี่ปุ่นก็ยังมีชนักติดหลัง คือ หนี้สาธารณะที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีมากกว่า 200% ของจีดีพี ฉะนั้น หากกระตุ้นมากโดยไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถังแตกเอาได้ง่ายๆ จึงทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ญี่ปุ่นมีทางเลือกไม่มากนัก นอกจากต้องใช้เครื่องมือเดียวที่มีอยู่ นั่นคือ การกดค่าเงินเยนให้ต่ำ เพื่อสร้างความได้เปรียบจากการส่งออกเอาไว้เป็นหลักต่อไป ส่วนมาตรการปฏิรูปอื่นๆ ยังต้องรอเวลาผลิดอกออกผล

ด้านเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่างภูมิภาคยุโรป ที่ความคืบหน้าในการดำเนินการ “สหภาพธนาคาร” เมื่อช่วงปลายปี ทำให้ความเชื่อมั่นในสหภาพยุโรป (อียู) ฟื้นกลับมาได้ส่วนหนึ่ง แต่วิกฤตหนี้ยุโรปก็ยังคงมองข้ามไม่ได้ เพราะถึงกลุ่มยูโรโซนจะก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาได้แล้ว แต่เศรษฐกิจโดยรวมก็ยังจมอยู่ในภาวะอ่อนแออยู่ เห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ยังสูงกว่า 12.2% หรือมีคนว่างงานกว่า 19 ล้านคน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จนเสี่ยงเจอปัญหาเงินฝืด

นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า อาจได้เห็นธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องงัดเครื่องมือออกมากระตุ้นเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง หลังเพิ่งตัดลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ที่ 0.25% เมื่อต้นเดือน พ.ย. โดยคาดว่าอีซีบีอาจหันกลับมาใช้มาตรการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (แอลทีโออาร์) หรือไม่ก็อาจงัดยาแรงคล้ายๆ คิวอีขึ้นมาใช้

ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุปแล้ว ปี 2013 ที่กำลังจะหมดลง สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ได้เลวร้ายย่ำแย่จนถึงขั้นวิกฤตหายนะ แต่กระนั้น ก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างดีเลิศยอดเยี่ยมจนนักลงทุนจะสามารถยิ้มแย้มได้เต็มที่เช่นกัน ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้น่าจะส่งผลยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2014 ตลอดทั้งปี ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจของบรรดาประเทศพัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวจะวิกฤตซบเซาและวิกฤตหนี้สาธารณะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท