posttoday
ปี57"พิมพ์เขียว"ของการเเปลี่ยนแปลง

ปี57"พิมพ์เขียว"ของการเเปลี่ยนแปลง

31 ธันวาคม 2556

ปี 2557 จะเป็นพิมพ์เขียวของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เคยมีมานับสิบๆ ปี อำนาจในระบบอย่างเป็นทางการจะถูกท้าทาย

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่ไม่อยากเห็นเลยคือความรุนแรงจนเกิดการเสียเลือดเสียเนื้อไปมากกว่านี้ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็รับไม่ได้มากแล้ว มีชายชุดดำออกมาป้วนเปี้ยนและอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้จริงๆ

ปณิธานยังมองแนวโน้มการเมืองไทยปี 2557 ว่ายังไม่ถึงคิวการปฏิรูปประเทศ แต่จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลเก่าไปสู่รัฐบาลใหม่ มีการต่อสู้ท้าทาย แย่งชิงอำนาจกัน สถานการณ์การเมืองจะไม่ราบรื่นตลอดทั้งปีการแย่งชิงอำนาจจะมี 3 ระดับ คือ 1.อำนาจในระบบอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีก อำนาจจะน้อยลงกว่าเดิม เพราะมีแผลหลายเรื่อง และไม่มีช่วงฮันนีมูนพีเรียด จะโดนท้าทายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์จะเข้มแข็งขึ้นเพราะมีมวลชน กปปส. หนุนอยู่นอกสภาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่จะถึงขั้นเปลี่ยนไปมีอำนาจในระบบอย่างเป็นทางการก็คงยากอยู่ดี

2.การเปลี่ยนผ่านอำนาจของพลังสีต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าทุกสีต่างเห็นตัวอย่างการชุมนุมของ กปปส. และในปี 2557 หากจัดกิจกรรมกันบนท้องถนน ไม่ว่าจะสีไหนก็จะเก่งขึ้นอีกเยอะ และ 3.กลุ่มพลังมวลชนใหม่ๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วม เช่น กลุ่มคนในโซเชียลมีเดีย กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มแพทย์ชนบท กลุ่มนักธุรกิจ ฯลฯ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวมากขึ้น

“ปี 2557 จะเป็นพิมพ์เขียวของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เคยมีมานับสิบๆ ปี อำนาจในระบบอย่างเป็นทางการจะถูกท้าทายโดยกลุ่มที่ 2 และ 3 มากขึ้น เพราะพรรคการเมืองไม่ได้ขยับไปสู่ฐานของมวลชน แม้แต่พรรคเพื่อไทยที่ดูเหมือนจะทำได้ แต่ช่วง 2-3 ปีหลังก็ถือว่าล้มเหลว ฐานมวลชนจึงขยับไปสู่ฐานของพลังอำนาจกลุ่มที่ 2 และ 3 แทน” ปณิธาน กล่าว

ปณิธาน กล่าวว่า ด้วยพลังของกลุ่มที่ 2 และ 3 นี่เองที่จะทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยนไป เพราะหากดูคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคเพื่อไทยได้ 15 ล้านเสียง หรือ 3 ใน 5 ส่วนประชาธิปัตย์ 11.4 ล้านเสียง หรือประมาณ 2 ใน 5 ซึ่งถือว่ายังก้ำกึ่ง หากเลือกตั้งครั้งต่อไป จากที่เพื่อไทยได้ 3 ใน 5 คะแนน ก็จะอ่อนลงมาอีก และพลังใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะมาบวกกับคะแนนประชาธิปัตย์ อาจจะเพิ่มเป็น 2.5 ใน 5 ทำให้การต่อสู้ทั้งสองพรรคยิ่งเข้มข้นและพรรคเพื่อไทยบริหารยากมาก

ขณะเดียวกันเมื่อการจัดวางอำนาจของกลุ่มต่างๆ ยังไม่ชัดเจนทำให้การปฏิรูปประเทศก็ยังไม่ชัดเจนตามไปด้วย เพราะแม้ทุกคนจะเห็นด้วยว่าต้องปฏิรูป แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็ต้องดูด้วยว่าฐานอำนาจที่เข้ามาจะนำพาทิศทางการปฏิรูปไปในทางไหน ต้องมีโครงสร้างก่อนถึงจะกำหนดทิศทางปฏิรูปที่ชัดเจนได้ ถ้าฝ่ายการเมืองเป็นคนขับเคลื่อน การปฏิรูปก็คงไม่เข้มข้นเท่าไหร่ เพราะแนวทางจะค่อนข้างไปทางอนุรักษนิยม ไม่กล้าแตะเรื่องใหญ่ๆ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีแบบก้าวหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คะแนนเสียงของตัวเองหายไปไม่น้อย

“การปฏิรูปยังอีกไกล ถ้าไม่มีพลังอำนาจที่เข้มแข็งมากๆ ไม่สามารถที่จะปฏิรูปได้ เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ โครงสร้างข้าราชการ ยกตัวอย่าง เช่น ปลัดกระทรวงทั้งหลายนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจกันหลายแห่ง ผลประโยชน์ส่วนบุคคลมันมาก ถ้าปฏิรูปแล้วลามมาถึงตัวเองเขาก็ต้องคิดหนัก แต่ถ้ารัฐบาลอ่อนแอบริหารลำบาก เขาก็สบายเพราะไม่ต้องปรับตัว”ปณิธาน กล่าว

สถานการณ์ระยะสั้น ปณิธานมองว่า การเมืองยังมีทางออกจากเดดล็อกในขณะนี้ได้ โดยรัฐบาลสามารถขยับวันเลือกตั้งออกไปเพื่อผ่อนกระแส ถ้าเลื่อนไปหลายเดือน กปปส.ก็ต้องอึดไปอีกหลายเดือนและพลังอาจลดลง แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องสุญญากาศการบริหารราชการ

“จังหวะต่อมาอาจปัดฝุ่นสภาปฏิรูปใหม่ ไม่เอาทหารหรือปลัดกระทรวงมาแบบคราวนี้ แต่เอาคนที่เป็นกลางจริงๆ ถ้าทำได้รัฐบาลจะได้พลังมากกว่านี้ เผลอกำนันจะโดนแย่งซีน และในจังหวะฉุกเฉินจริงๆ ยังถอยได้อีกคือการลาออก”ปณิธานกล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท