ผ่าใหญ่ประเทศไทย
ปี 2556 ประเทศไทยเผชิญกับบทเรียนราคาแพงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาล
ปี 2556 ประเทศไทยเผชิญกับบทเรียนราคาแพงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาล จนเปิดช่องโหว่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นมหาศาล การรับมือกับภาวะตกต่ำของการส่งออกและเศรษฐกิจไม่ดีเพียงพอ รวมถึงวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงยิ่งขึ้น
ผู้ทรงพลังใน 5 วงการเสนอแนะแนวทางดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยพ้นบ่วงวงจรเก่าๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็นตามทรัพยากรที่มีอยู่
วงการนักวิชาการ ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าอยากเห็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่ตอบสนองคนหลากหลายกลุ่ม รอบด้าน ฟังทั้งเสียงคนชนบทคนในเมือง ให้มากขึ้น และไม่ถูกนักการเมืองเอาเสียงไปใช้ในทางที่ผิด เอาไปบริหารในทางที่ไม่ชอบธรรม บทเรียนในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้นำที่เข้ามาต้องตอบสนองคนทุกกลุ่มให้มากขึ้น
“การเมืองที่เป็นพหุสังคม มีรัฐบาลมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องตอบสนองต่อคนกลุ่มน้อยด้วย เป็นตัวแทนคนทุกกลุ่มแม้จะไม่ได้เลือกเข้ามา ถ้าเป็นแบบนี้จะช่วยให้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้และปัญหาสีเสื้อลดความรุนแรงลง”
ปณิธาน ยกตัวอย่างว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีกล่าวสุนทรพจน์ในการรับตำแหน่งวันแรก พูดถึงนโยบายดูแลคนที่ไม่ได้เลือกก่อนเลย อาจจะให้น้ำหนักมากกว่าคนที่เลือกเข้ามาด้วยซ้ำแต่เมืองไทยถ้ายิ่งไปตอกย้ำว่าถ้าไม่เลือกเข้ามาจะไม่มีโครงการ ไม่มีงบประมาณลงไปในพื้นที่จะยิ่งไปกันใหญ่
“ถ้าตอบสนองไม่ได้ ปัญหาก็ไม่จบ เพราะทุกกลุ่มก็มีพลังของตัวเอง ผู้นำรุ่นใหม่ต้องไม่กลัวระบบพรรค ไม่กลัวผู้อาวุโสในพรรค”
ด้านนายธนาคาร โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็น คือ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขอให้เป็นไปอย่างสงบต่อไป เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก
นอกจากนั้น ควรมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ รัฐบาลต้องปรับประสิทธิภาพ ทำให้การคอร์รัปชั่นลดลง หากจับได้ควรลงโทษเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากเห็นการใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอีก เพราะจะขาดเงินสำหรับการลงทุนและขาดดุลงบประมาณนานเกินไป
การนำเอาทุนสำรองของประเทศออกมาใช้ เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะทุนสำรองคือความเข้มแข็งของประเทศ เมื่อเศรษฐกิจผันผวน การมีทุนสำรองสูงจะช่วยให้ประเทศไทยรับความเสี่ยงได้มาก ซึ่งในปี 2557 จะยังอยู่ในช่วงของสงครามเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องสู้ด้วยความเข้มแข็งและประสิทธิภาพเท่านั้น
ทางฝั่งนักธุรกิจ พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องการเห็นประเทศดีขึ้น แม้การปฏิรูปต้องใช้เวลานาน แต่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ โดยนักการเมืองทุกพรรคจะต้องทำสัญญาประชาคมก่อนว่าจะทำงานอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นขึ้น และเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมมือปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงและจริงจัง
“ต้องเพิ่มบทลงโทษนักการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม”
นักสิ่งแวดล้อม อาภา หวังเกียรติผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปี 2557 ต้องหยุดปัญหาสิ่งแวดล้อมและกลับมาทบทวนว่าประเทศไทยควรพัฒนาไปในทิศทางไหน จะเป็นเขตอุตสาหกรรมหรือจะเป็นเขตผลิตอาหาร ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรริเริ่มผลักดันให้เกิดการปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พร้อมแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
“รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าหากโครงการกระทบต่อชุมชนต้องมาจัดรับฟังความคิดเห็นกันก่อน ปัญหาก็คือฝั่งผู้ลงทุนกับรัฐจะอ้างกฎหมายของตัวเอง ฝั่งประชาชนก็จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ต้องไปให้ศาลตัดสิน แต่ถ้ามีการปรับแก้กฎหมายให้สอดรับกัน เป็นการแก้ตั้งแต่ต้นทางปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น”
ตัวแทนตลาดทุน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนระยะ 1020 ปี
นอกจากนี้ ควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดสัดส่วนการส่งออกที่สูงถึง 70%ของจีดีพี เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยง รวมถึงควรมีนโยบายเลือกสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพอย่างเป็นรูปธรรม
“นักธุรกิจไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากๆ เพียงแต่ต้องการให้ประเทศมีเป้าหมายระยะยาวและบริหารประเทศให้นิ่งๆ มิเช่นนั้นประเทศไทยจะสู้ต่างประเทศไม่ได้”







