
เบื้องหลังแผนปรองดอง
...ภุมรัตน์ ทักษาพงษ์
โรดแมปความปรองดองแห่งชาติ ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำเสนอผ่านโทรทัศน์คืนวันที่ 2 พ.ค. ในลักษณะที่หลายคนมองว่าค่อนข้างไม่นิ่ง เหมือนกับว่าต้องรีบนำเสนอ
“คำตอบทางการเมือง” ด้วยการสร้างกระบวนการปรองดองให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด โดยมีการตกลงกันมาก่อนแล้วกับผู้เกี่ยวข้องแน่นอนคำตอบทางการเมืองจากคุณอภิสิทธิ์ครั้งนี้ถูกวิจารณ์ในหลายแง่มุม ทั้งทางบวกและทางลบ บางคนมองว่านี่เป็นการแก้ปัญหาแบบ
“ชนะชนะ” และมี “ทางลง” ด้วยกันทั้งคู่ บางคนมองว่า คุณอภิสิทธิ์ “เสี่ยง” มากในครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้พ้นๆ ไปก่อน แล้วไปตายเอาดาบหน้า กระบวนการปรองดอง 5 ประการ ที่เสนอส่วนใหญ่ไม่มีอะไรใหม่ เพราะคุณอภิสิทธิ์ได้พูดมาก่อนแล้วตั้งแต่ตอนรับตำแหน่งเบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการเจรจาระหว่างตัวแทนคุณอภิสิทธิ์กับแกนนำเสื้อแดง ซึ่งเป็นเพียง
“ม้าใช้” ตัวหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเจรจากับคนอยู่นอกประเทศซึ่งเป็น “ผู้บงการ” ตัวจริงดังนั้น หากติดต่อเจรจาด้วยก็ต้องกระทำอย่างลับที่สุด ผ่านทางตัวแทนซึ่งเป็นคนใกล้ชิดคุณอภิสิทธิ์ไม่เกิน 2 คน แม้แต่คุณชวน หลีกภัย ก็ไม่รู้ ส่วนทางด้านตัวแทนของคุณทักษิณก็มีเพียง 23 คน ในคณะ
“โปลิตบูโร” โดยเจรจามานานพอสมควรตัวแทนสองฝ่ายรายงานความคืบหน้าของการเจรจาต่อรองให้กับนายของตนได้รับทราบตลอดเวลา ผลการเจรจาต่อรองในที่สุดสรุปได้ว่า รัฐบาลจะเลื่อนการยุบสภาและเลือกตั้งให้เร็วขึ้นเหลือ 56 เดือน ก่อนการเลือกตั้งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันต้องการ หลังการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายจะยอมรับผลการเลือกตั้ง ใครได้รับเลือกมากที่สุดให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลผสม จากนั้นหาทางให้มีการนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549
ทั้งนี้ คุณทักษิณอ้างว่าจะยอมวางมือทางการเมืองและพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยจะใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งคุณทักษิณและรัฐบาลต่างก็มาถึงทางตัน และไม่มีหมากที่จะเดินต่อ สำหรับคุณทักษิณและ นปช.นั้น ยิ่งเคลื่อนไหวนานเข้า ความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวก็ลดน้อยถอยไปเรื่อยๆ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน เนื่องจากได้ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
อีกทั้งรัฐบาลมีท่าทีเอาจริงที่จะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ทั้งนี้คณะโปลิตบูโรคงวิเคราะห์และรายงานให้คุณทักษิณทราบแล้วว่าหากเดินหน้าต่อไปก็มีแต่ทรุดลง แม้ว่าคุณทักษิณลงทุนไปแล้วนับพันล้านบาทในการชุมนุมครั้งนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่สามารถไปสู่เป้าหมายที่ตนต้องการได้ จึงยอมรับไปก่อนแล้วค่อยแก้ตัวทีหลัง
ส่วนคุณอภิสิทธิ์นั้นถูกกดดันอย่างหนักจากสังคมคน กทม. โดยเฉพาะคนเสื้อหลากสีที่ต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ยิ่งเวลาผ่านไป กระแสกดดันก็เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีการกดดันจากประเทศมหาอำนาจที่อยากเห็นคู่ขัดแย้งเจรจากัน เขาจึงต้องหาทางออกเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนก่อนที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม
คุณอภิสิทธิ์ถือว่านี่เป็น
“เส้นต่ำที่สุด” ที่จะยอมให้กับกลุ่มคุณทักษิณและ นปช. และจะไม่ยอมถอยมากไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าหากไม่ยอม รัฐบาลก็จะเดินหน้าจัดการ กระบวนการปรองดองเป็นการเสนอ “ทางออก” หรือหา “ทางลง” ให้กับคุณทักษิณและ นปช. ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายการกำหนดให้วันที่ 14 พ.ย. 2553 เป็นวันเลือกตั้งนั้น หากคุณทักษิณไม่ยอมรัฐบาลจะเดินหน้าจัดการ นปช. ทันที แต่หากตกลง เวลาที่กำหนดที่หลายคนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลอาจเสียเปรียบนั้น ตรงกันข้าม พรรคร่วมรัฐบาลกลับไม่กลัว เพราะพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังมีภาพลักษณ์ผูกติดกับกลุ่ม นปช. และกองกำลังติดอาวุธอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ การที่จะสลัดภาพให้หลุดจากพวกกวนเมืองเหล่านี้คงไม่ง่ายนัก อีกทั้งประชาชนยังไม่ลืมพฤติกรรมของ สส.เพื่อไทยที่ขึ้นเวที นปช. และกล่าวจาบจ้วง พาดพิง สถาบันพระมหากษัตริย์
คุณอภิสิทธิ์ตระหนักดีถึงความกังวลของคนที่สนับสนุนตนตลอดมาซึ่งเกรงว่ารัฐบาลจะนิรโทษกรรมให้กับแกนนำ นปช. ที่กระทำความผิดและมีหมายจับ เพื่อคลายความห่วงใยดังกล่าว คุณอภิสิทธิ์ได้ย้ำว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่กระทำ
“ความผิดทางอาญา” เป็นอันขาด โดยรัฐบาลจะยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมในการปกครองประเทศ แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดว่าจะนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองหรือไม่อย่างไรอย่างไรก็ดี ประชาชนทั่วไปยังห่วงใยว่า รัฐบาลจะเอาจริงเพียงใดกับพฤติกรรมจาบจ้วง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพผ่านสื่อสีแดง
ปฏิกิริยาในชั้นต้นต่อโรดแมปนี้ ได้รับการสนองตอบทางบวกเป็นส่วนใหญ่ ถ้าคุณอภิสิทธิ์ยืนยันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมผู้ทำผิดทางอาญา และเอาจริงเอาจังกับคนที่บ่อนทำลายสถาบันสูงสุด ประชาชนทั่วไปก็พอจะยอมรับ
“โรดแมป” นี้ได้






