
ปัจจัยลบยังไม่จบ
หนีไม่พ้นวิกฤตใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ก็คือปัญหาหนี้ของกรีซ ที่กำลังลุกลามไปยังประเทศในยุโรปอื่นๆ ซึ่งปัญหานี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดวินัยทางการคลังของกรีซเอง และสองเป็นผลมาจากการทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปอย่างหนักจนทำให้เกิดการขาดดุล ซึ่งจะว่าไปปัญหานี้ไม่ได้เป็นเฉพาะกรีซ แต่เป็นเกือบจะค่อนโลก
ในยุโรปประเทศอื่นๆ สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าใดนัก อย่างอังกฤษก็กำลังเจอปัญหานี้ แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ส่วนโปรตุเกสและสเปนก็ส่อเค้าหนักขึ้นเรื่อยๆ
เพราะว่าใครๆ ก็มีปัญหากันทั้งนั้น ถ้าเปรียบเป็นคน ทั้งในยุโรปและสหรัฐเหมือนกับคนเพิ่งล้มละลายไป ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพปรับโครงสร้างหนี้ ต้องมีวินัยทางการเงิน แต่นี่คือประเทศ ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล หน้าที่ของรัฐบาลจึงจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้มีกินมีใช้ไปด้วย ถ้าคนไม่ใช้เงิน เศรษฐกิจก็ไม่เดิน
ดังนั้น แม้ว่าจะได้ข้อสรุปจากยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จะให้เงินกู้ก้อนโตกับกรีซระยะ 3 ปี เป็นมูลค่าราว 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสกัดปัญหากรีซไม่ให้ลุกลาม และสะเทือนไปถึงเสถียรภาพของค่าเงินยูโร แต่ก็ปรากฏว่ามีเพียงเยอรมนีประเทศเดียวที่ออกมาให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือเป็นมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แผนความช่วยเหลือดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาของแต่ละประเทศสมาชิก แน่นอนว่าในเบื้องต้นยุโรปบอกว่าจะช่วย แต่จะช่วยได้จริงหรือไม่ ต้องดูว่าคนในประเทศนั้นๆ ยอมกันด้วยหรือเปล่า
นี่แหละครับ คือสิ่งที่เป็นกังวลกันมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปเคยผ่านประสบการณ์ของความ
“ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน” มาแล้วในอดีต อย่างเมื่อครั้งที่รัฐธรรมนูญยุโรปฉบับแรกเจอหลายประเทศโหวตประชามติไม่เอาด้วยความช่วยเหลือกรีซในครั้งนี้จึงบอกได้คำเดียวว่า
“ไม่แน่นอน”ส่วนสถานการณ์ในของกรีซเองก็ยิ่งแย่ ประชาชนออกมาประท้วงเพราะไม่พอใจนโยบายรัดเข็มขัด เพราะกระทบรายได้ของประชาชนโดยตรง
ฟังดูแล้วเหมือนๆ เมืองไทยชอบกล เหมือนว่าปัญหาจะจบลงได้ แต่ก็ยังไม่จบ เมื่อวานนี้ คนกรีซออกมาประท้วงใหญ่ ส่วนที่เมืองไทย กลุ่มคนเสื้อแดงปากบอกว่ายอมรับข้อเสนอนายกฯ แต่ก็จะประท้วงต่อไป
กรีซ กับ ไทย กำลังกลายเป็นประเทศคู่แฝดแห่งศตวรรษ...







