
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถึง ปปช.
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ชอบ และมีการกระทำความผิดในกระบวนการของรัฐสภา สิ่งที่ตามมาคือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จะต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ชอบ และมีการกระทำความผิดในกระบวนการของรัฐสภา สิ่งที่ตามมาคือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จะต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป
องค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องจัดการกับการกระทำความผิดของข้าราชการการเมือง คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งวันนี้ ป.ป.ช.ได้ทำงานแล้ว แม้จะมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา
ไม่ใช่อาฆาตแค้น หรือต้องการให้ ป.ป.ช.มายุติปัญหาการชุมนุม แต่หลักใหญ่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือต้องการให้ ป.ป.ช. ได้ทำงานตามหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ตรงไปตรงมา เพื่อให้ทันกับเล่ห์เหลี่ยมการทุจริต ไม่ใช่เป็นเสือกระดาษที่พวกคนโกงไม่ให้ความเกรงกลัว
ป.ป.ช.เองจึงต้องเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ มีความกล้าหาญ มีความรู้ความสามารถ มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว และต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเสียเอง ที่สำคัญอันเป็นหลักของการทำงานคือ ต้องปราศจากอคติ 4 ที่เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต อธิบายว่า คือความไม่เที่ยงธรรมหรือความลำเอียง อันได้แก่
ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะชอบ
โทสาคติ ความลำเอียงเพราะชัง
โมหาคติ ความลำเอียงเพราะหลง พลาดผิดเพราะเขลา
ภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว
ป.ป.ช.ซึ่งรวมถึงทุกองค์กรที่ต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาอันเกิดจากความขัดแย้งของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร จึงต้องยึดถือความถูกต้องปราศจากอคติ 4 ดังกล่าว
อำนาจหน้าที่หลักๆ ของ ป.ป.ช.ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คือ การตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ การดำเนินการถอดถอนเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาต่อศาลเมื่อมีการทำผิดกฎหมายโดยทุจริต
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ สว. ได้วินิจฉัย 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ กระบวนการแก้ไขถูกต้องหรือไม่ และเนื้อหาขัดต่อหลักพื้นฐานหรือหลักนิติธรรมหรือไม่ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
กระบวนการ มี 3 ประเด็น ซึ่งสรุปเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ดังนี้
1.มีการเปลี่ยนร่างแก้ไขหลังจากยื่นต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า ร่างแก้ไขที่ยื่น กับร่างแก้ไขที่แจกให้สมาชิกพิจารณาเป็นคนละฉบับกัน เรื่องนี้เป็นการทุจริตอย่างชัดเจน แต่จะถึงขั้นปลอมแปลงเอกสารหรือไม่จะต้องพิจารณากันต่อไป ผู้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐสภาผู้เกี่ยวข้อง และผู้ที่แก้ไขหรือสั่งให้แก้ไข ซึ่งต้องไม่ใช่ข้าราชการตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน เพราะการกระทำอย่างนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องระดับบิ๊กๆ สั่งการอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ป.ป.ช. จึงต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่ามีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งประเด็นนี้คงต้องใช้เวลาในการสืบสวนอีกพอสมควร
2.การกำหนดวันแปรญัตติย้อนหลัง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ไม่ชอบ ขัดต่อข้อบังคับ ไม่เป็นกลาง และขัดต่อหลักนิติธรรม ประเด็นนี้ ประธานที่ประชุมที่ทำหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนจะถึงขั้นทุจริตที่จะต้องถูกจำคุกหรือไม่ ป.ป.ช.ก็จะต้องวินิจฉัย ซึ่งคงไม่ต้องใช้เวลามากเพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนอยู่แล้ว
3.การเสียบบัตรออกเสียงลงคะแนนแทนกัน ประเด็นนี้ ศาลวินิจฉัยไว้ชัดแล้วว่าเป็นการกระทำทุจริต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่ามีการเสียบบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน ป.ป.ช.จึงไม่อาจวินิจฉัยเป็นอื่นได้
การกระทำทั้ง 3 กรณี เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงในรัฐสภาอันเป็นสถานที่ที่นักการเมืองเรียกขานว่า เป็นสถานที่ทรงเกียรติ แต่กลับแสดงพฤติการณ์ที่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เป็นขี้ข้ารับใช้เพียงเพื่อหวังลาภยศ ถือเป็นการกระทำร้ายแรง หยามคนทั้งประเทศ เป็นการกระทำโดยลุแก่อำนาจ ทำไปโดยย่ามใจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา กระทำความผิดโดยไม่มีความละอาย
สำหรับประเด็นเนื้อหาการแก้ไขนั้น ศาลวินิจฉัยว่า ขัดต่อหลักนิติธรรม เป็นการแก้ไขที่ขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขัดต่อหลักการดุลคานอำนาจ เป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นช่องทางในการควบคุมกลไกของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ
ป.ป.ช. คงต้องแยกแยะการกระทำ และแยกดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงและความผิดที่เกิดขึ้น เพราะบางเรื่องเป็นความผิดคนละส่วนต่างกรรมต่างวาระกัน บางเรื่องพิจารณาได้ยากบางเรื่องง่าย บางเรื่องต้องสืบสวนเพิ่ม บางเรื่องนำคำวินิจฉัยมาใช้ในการชี้มูลได้เลย
การแก้ไขหรือเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน เพราะมีผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ปรากฏในการพิจารณาของศาล เนื่องจากไม่ใช่ประเด็นโดยตรงที่ศาลจะต้องไต่สวนหาผู้กระทำผิด แต่จากการไต่สวนกลับมีความพยายามที่จะปกปิดข้อเท็จจริง ปกปิดผู้กระทำความผิด ซึ่ง ป.ป.ช.มีหน้าที่ต้องเอาตัวคนทำผิดมาลงโทษ
ความผิดในทางการเมือง เป็นการทำผิดกฎหมายที่ไม่ถึงขั้นทุจริต ซึ่งมีโทษเป็นการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งวันนี้อาจไม่มีผลแล้วเพราะมีการยุบสภาไปแล้ว
การกระทำผิดโดยทุจริต คือ การเสียบบัตรออกเสียงลงคะแนนแทนกัน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย คนที่เสียบบัตรแทนและหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการแจ้งประธานแล้วประธานไม่ดำเนินการใดๆ เลย ประธานก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดอาญา ซึ่งประเด็นนี้ ป.ป.ช.เพียงเรียกผู้กล่าวหามายืนยันว่า ได้มีการแจ้งเรื่องให้ประธานดำเนินการหรือไม่ ประเด็นนี้ ป.ป.ช.เพียงพิจารณาบันทึกการประชุมจากรัฐสภา ก็จะทราบได้ ซึ่งไม่ต้องเสียเวลามากเพราะฟังเฉพาะในช่วงที่มีการกล่าวอ้างก็ได้ หรือจะให้เจ้าหน้าที่ฟังทั้งหมดก็ได้
ประเด็นการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันนี้ คนในสภาเขารู้กันดีว่ามีการกระทำอย่างนี้มานานแล้ว ขอเรียกว่าเป็นแก๊งมีเกือบสิบคนที่เลือกนั่งแถวหลังที่แอบถ่ายไม่ได้
ประธานจะไม่รู้เรื่องบ้างเลยหรือ ผมเป็นคนนอกก็ได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว มีการทำกันเป็นปกติจนคนขี้โกงพวกนี้รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีเสียงข้างมากอยู่แล้วจะทำอะไรก็ได้ จะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะคุมเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การใช้เสียงข้างมากอย่างนี้แหละครับ ที่เรียกว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก ซึ่งร้ายแรงกว่าเผด็จการทหารที่ยังมีความละอาย มีระเบียบวินัยอยู่บ้าง
นอกจากเป็นเผด็จการแล้ว ยังเป็นความชั่วร้ายที่ไม่อาจให้อภัยได้







