
ผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในทางวิชาการตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 ได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม” โดยศาลอาญามีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่มีความผิดและโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเฉพาะกรณีที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติกฎหมายอื่นบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เช่น การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย เป็นต้น
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในทางวิชาการตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 ได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม” โดยศาลอาญามีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่มีความผิดและโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเฉพาะกรณีที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติกฎหมายอื่นบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เช่น การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย เป็นต้น
ศาลอาญามีกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กล่าวคือ กระบวนการนับแต่มีการกระทำความผิดอาญาจนถึงการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยผ่านกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงจากบุคคลและองค์กรต่างๆ ตั้งแต่การสอบสวน การฟ้องร้อง การพิจารณาพิพากษา และการบังคับโทษภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ จึงเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เน้นการจับตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องและลงโทษเป็นหลัก โดยเป็นการมุ่งเน้นการใช้อำนาจรัฐทั้งระบบในการบริหารจัดการคดี สำหรับศาลรัฐธรรมนูญมีกระบวนการพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยมีกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงจากบุคคลและองค์กรตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 และระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารจัดการงานคดี พ.ศ. 2555
กรณีข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับลงวันที่ 20 ธ.ค. 2556 ว่ามีหนังสือชี้แจงกรณีขอให้ยกคำร้องเพิกถอนหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ในข้อหากบฏ ลงวันที่ 16 ธ.ค. 2556 ว่าคำร้องของผู้ต้องหาที่ให้ถอนหมายจับโดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 216 วรรคห้า ได้บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐก็ตาม แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1.มูลเหตุของคดี
ข้อเท็จจริงกรณีศาลอาญา คือ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2556 เวลา 11.00 น. พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ รับคำร้องทุกข์และได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขออนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ศาลอาญา และศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 2 ต.ท่าสะท้าน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2306/2556 ลงวันที่ 26 พ.ย. 2556 ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญ คือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ (ผู้ร้อง) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 ตามเลขรับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 414 ลงวันที่ 27 พ.ย. 2556 เวลา 09.15 น. และเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2556 ตามเลขรับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 428 ลงวันที่ 3 ธ.ค. 2556 เวลา 09.40 น. เรื่องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ผู้ถูกร้องที่ 1) กับพรรคประชาธิปัตย์ (ผู้ถูกร้องที่ 2) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
เมื่อวิเคราะห์จากห้วงระยะเวลาการออกหมายจับของศาลอาญา คือ วันที่ 26 พ.ย. 2556 แต่การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ยื่นเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 และเมื่อวันที่3 ธ.ค. 2556 แล้ว กรณีจึงเป็นคนละวันกัน
2.การพิจารณาวินิจฉัยคดี
ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมพิจารณาวินิจฉัยคดีเมื่อวันพุธที่ 11 ธ.ค. 2556 ตามคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ (ผู้ร้อง) ดังกล่าว โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นการกระทำในนามประชาชน ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ส่วนการยึดสถานที่ราชการก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว และสถานการณ์ตามคำร้องได้พัฒนาไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรและนำไปสู่กระบวนการการเลือกตั้งแล้ว จึงยังไม่มีมูลกรณีเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 50/2556 ลงวันที่ 11 ธ.ค. 2556 ส่วนประเด็นคำขออื่นไม่จำต้องพิจารณา
เมื่อวิเคราะห์จากการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ตามคำขอท้ายคำร้องยังไม่มีมูลกรณีเพียงพอที่เป็นการฝ่าฝืนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำของผู้ถูกร้องตามข้อกล่าวอ้างในคำร้องยังไม่มีการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบกับได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 แล้ว เพื่อนำไปสู่กระบวนการการเลือกตั้ง
3.ผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า การออกหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการออกหมายจับตามคำขอของพนักงานสอบสวนตามพฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยเป็นไปตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ภายหลังศาลอาญาได้ออกหมายจับแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน มิใช่ว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ผูกพันองค์กรของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 216 วรรคห้า ที่บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐแต่อย่างใด
จะเห็นได้ว่า ศาลอาญาและศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่และกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายซึ่งบัญญัติอำนาจหน้าที่ของศาลแต่ละศาลไว้แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นศาลใดก็ตาม ต่างก็เป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ภายใต้หลักที่ว่า “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย (The Last Resort) ของประชาชน”







