
โจทย์ยากเศรษฐกิจรับรัฐบาลใหม่
หากกางแผนการเลือกตั้ง โดยตัดปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงและการต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องออกไป
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หากกางแผนการเลือกตั้ง โดยตัดปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงและการต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องออกไป หลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ผ่านพ้นไป คาดว่าปลายเดือน มี.ค. 2557 หรือต้นเดือน เม.ย. 2557 ประเทศก็จะมีรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ
แน่นอนว่า รัฐบาลใหม่มีเร่งด่วนการปฏิรูปการเมืองที่คนจำนวนมากของประเทศออกมาเรียกร้องแล้ว รัฐบาลใหม่ยังมีเรื่องเร่งด่วนในการกอบกู้เศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง โดยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วน
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่รัฐบาลยุบสภาตั้งแต่เดือน ธ.ค. จนถึงเดือน เม.ย. 2557 ที่คาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ นับได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะสุญญากาศ 45 เดือน โดยมีรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถออกนโยบายใหม่มาบริหารเศรษฐกิจได้ ซึ่งยังเป็นช่วงที่มีวิกฤตการเมืองความขัดแย้งความรุนแรงมาบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงของประชาชนและนักลงทุน ทำให้เศรษฐกิจมีอาการไม่ดี
หากดูเศรษฐกิจไทยปี 2556 พบว่าหัวทิ่มลงทันที สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการล่าสุด ขยายตัวได้ 2.8% ต่อปีเท่านั้น จากประมาณการเดิม 3.7% ต่อปี เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับสนิททุกตัว ตั้งแต่การส่งออกขยายตัวติดลบ การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนหดตัวรุนแรง การใช้จ่ายภาครัฐเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้า ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรง
ปัญหาของเศรษฐกิจปี 2556 ยังเป็นปัญหาของเศรษฐกิจปี 2557 เพราะสภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศยังไม่มีรัฐบาลในช่วงต้นปี มีความขัดแย้งการเมืองรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจปี 2557 น่าเป็นห่วง ซึ่งทาง สศค.มองว่าจะโต 4% ต่อปี แต่ภาคเอกชนกลับเป็นห่วงว่าจะโตได้ 2% ต่อปีเท่านั้น
ดังนั้น การเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2557 จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแข่งกับเวลา ต้องระดมมาตรการทั้งหมดที่มีอยู่หน้าตัก ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐต้องให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด การเร่งลงทุนจากการกู้เงินพิเศษทั้ง พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ต้องเร่งการใช้จ่ายเป็นการด่วน หากการใช้เงินจากทั้งสองแหล่งมีปัญหาติดขัด รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขหาเงินจากช่องทางอื่นมาลงทุนพลางแทนไปก่อน เพราะหากไม่สามารถติดเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ เศรษฐกิจไทยจะดิ่งลงเหวลึกมากกว่าปี 2556 ที่ผ่านมา
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการกระตุ้นด้านอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดสินเชื่อของแบงก์รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้แบงก์รัฐอ่อนแอมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น หรือการกระตุ้นการบริโภค ก็ทำให้ประเทศมีภาระการคลังสูง เร่งหนี้ภาคครัวเรือนสูง ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาเพิ่มขึ้นมาทีหลัง
ขณะที่การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนก็ทำได้ยาก เพราะการเมืองไม่นิ่ง หรือการพึ่งพาการส่งออกก็ยังต้องลุ้นตลาดโลกจะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนหรือไม่ ส่งผลให้การกอบกู้เศรษฐกิจปี 2557 เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์ยากของรัฐบาล ว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้เงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนให้มากที่สุด
นอกจากเศรษฐกิจภาพใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ยังมีเรื่องนโยบายประชานิยมค้างเก่าที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไข คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ในภาวะวิกฤต เพราะการรับจำนำข้าว 2 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินไป 6.8 แสนล้านบาท เกินกรอบที่กำหนดไว้ 5 แสนล้านบาท ขณะที่ข้าวก็ระบายไม่ได้ ทำให้การรับจำนำข้าวรอบใหม่ของฤดูกาลผลิต 2556/2557 วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท มีปัญหาเงินไม่พอจ่ายให้กับชาวนา โดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ธนาคารจ่ายเงินให้ชาวนาปีการผลิต 2556/2557 จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท จากชาวนาที่ได้รับใบประทวนแล้วมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ธนาคารมีวงเงินหมุนเวียนเพื่อจ่ายชาวนา 3.9 หมื่นล้านบาท จะจ่ายชาวนาได้ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2556 เท่านั้น
นั่นหมายความว่า พอเริ่มปีใหม่ ธ.ก.ส.จะไม่มีเงินจ่ายชาวนาอีกต่อไปแล้วนั่นเอง ซึ่งหากระหว่างนั้นไม่มีเงินระบายข้าวจากกระทรวงพาณิชย์เข้ามาเพิ่ม เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินใหม่มาใช้เพิ่มในโครงการรับจำนำข้าวได้ เพราะจากการสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะผลักดัน แต่ข้าราชการประจำดูท่าไม่เล่นด้วย เพราะกลัวผิดติดร่างแหไปด้วยหากมีการฟ้องร้อง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้โครงการรับจำนำข้าวอยู่ในภาวะจนตรอก ชาวนารับกรรมจำนำข้าวแต่ไม่ได้เงินไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีวงเงินค้างจ่ายให้เป็นแสนล้านบาท
โครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นอีกโจทย์ยากที่รัฐบาลใหม่ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเก่าเข้ามาสั่งเดินหน้าต่อก็มีปัญหาภาระการคลังตามมาจนมีปัญหา ขณะที่รัฐบาลใหม่เข้ามาการจะยกเลิกโครงการรับจำนำก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กัน
อีกโจทย์ยากของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับการใช้จ่ายของประเทศ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ซึ่งจะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น 1.52 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศไม่ต้องไปกู้เงินเพิ่มจำนวนมากอย่างที่รัฐบาลทำมา
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นภาษีถือเป็นของแสลงของฝ่ายการเมือง ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลพยายามเลี่ยงขึ้นภาษี แต่ทางตรงข้ามกลับชอบลดภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคล และลดภาษีบุคคลธรรมดา เพราะทำให้ได้คะแนนความนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้น
ขณะที่อีกหนึ่งโจทย์ยากของรัฐบาลใหม่ คือ การแก้ปัญหาหนี้เสียของแบงก์รัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะหนี้เสียของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่มีหนี้เสียแห่งละ 23 หมื่นล้านบาท หรือ 2030% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยตามนโยบายการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะมองข้ามต่อไปไม่ได้
จากการประเมินของ สศค. พบว่าเศรษฐกิจปี 2557 อยู่ในภาวะซึมจากปัญหาการเมือง การบริโภคหด การลงทุนหาย การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้า การก่อตัวของหนี้เสียของสถาบันการเงินรวมถึงแบงก์รัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูแลใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้
ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยากงานหินแต่ต้องดำเนินการแก้ไขเป็นการด่วน ทั้งเศรษฐกิจภาพใหญ่ นโยบายที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างภาษีรายได้ และการแก้ปัญหาแขนขาทางเศรษฐกิจ หากไม่ดำเนินการดังกล่าว เศรษฐกิจไทยปี 2557 มีปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้นจนรับมือไม่อยู่







