posttoday
ปัญหาราคาข้าวตกต่ำต้องแก้โจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำต้องแก้โจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

06 พฤษภาคม 2553

...บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ข่าวการชุมนุมของชาวนาในหลายจังหวัดเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ นับว่าเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในปัจจุบันได้รับแรงกดดันทั้งจากปัญหาในประเทศมาจากปัญหาภายในประเทศและปัญหาการส่งออก กล่าวคือ ปริมาณสต๊อกที่อยู่ในเกณฑ์สูงเป็นประวัติการณ์ ปริมาณการผลิตที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง

แม้ว่าการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และภาวะแห้งแล้งจะสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวบางส่วน ซึ่งน่าจะส่งผลกระตุ้นให้ราคาข้าวในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ราคาข้าวในประเทศยังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

โดยนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2552 ถึงเดือนเม.ย. 2553 นี้ ราคาข้าวเปลือกในประเทศลดลงไปแล้วประมาณ 2,0003,000 บาท/ตัน ในขณะที่การส่งออกต้องเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงในด้านราคากับเวียดนาม แม้ว่าความต้องการข้าวในตลาดโลกในปี 2553 ยังมากกว่าปริมาณข้าวที่ค้าขายในตลาดโลก ทำให้ราคาข้าวทั้งภายในประเทศและราคาส่งออกดิ่งลงอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวขาว

สาเหตุของปัญหาราคาข้าวตกต่ำนั้นมาจากปัจจัยภายในประเทศ ในขณะที่ภาวะตลาดส่งออกที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกประเทศนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้ส่งออกข้าวของไทยส่งออกข้าวได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ และสต๊อกข้าวของรัฐบาลมีสูงถึงประมาณเกือบ 5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของปริมาณการค้าข้าวทั่วโลก

ดังนั้น ข่าวที่รัฐบาลจะดำเนินการระบายสต๊อก จึงส่งผลทางจิตวิทยาต่อราคาข้าวในตลาดโลก และส่งผลต่อเนื่องถึงราคาข้าวในประเทศ

ในส่วนของสต๊อกข้าวของภาคเอกชนคงค้างมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เนื่องจากทั้งผู้ส่งออกและโรงสีบางรายคาดการณ์ว่าราคาข้าวมีแนวโน้มจะสูงขึ้น ทำให้รับซื้อข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก รวมกับการเก็บข้าวบางส่วนเพื่อขายเป็นข้าวเก่าในปีต่อไป เพราะราคาข้าวเก่าสูงกว่าข้าวใหม่ 2030% ทำให้ปริมาณข้าวที่เก็บสต๊อกไว้นั้นมีปริมาณมาก และไม่สามารถระบายออกได้ ทำให้โรงสีรับซื้อข้าวได้ในปริมาณจำกัด และบางส่วนก็รับซื้อในราคาต่ำเพื่อที่จะนำมาเฉลี่ยราคากับข้าวที่รับซื้อเก็บสต๊อกไว้ที่ราคาสูง

เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลการผลิต การส่งออก การบริโภคและสต๊อกข้าวของไทยแล้วพบว่า ปริมาณการผลิตข้าวในปี 2552/2553 นั้นสูงกว่าในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา และสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2540/2541 ซึ่งในปีนั้นไทยผลิตข้าวได้ 23,500 ล้านตันข้าวสาร ส่วนปริมาณสต๊อกปลายปี 2552 นั้นนับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากการส่งออกที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2551 และคาดการณ์ว่าในปี 2553 ปริมาณสต๊อกจะเพิ่มสูงขึ้นทำลายสถิติของปี 2552

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศ มีการแข่งขันรุนแรงในช่วงปลายปี 2552 วงการค้าข้าวต่างคาดการณ์ว่าในปี 2553 นี้จะเป็นปีทองของข้าวไทย เนื่องจากปริมาณการผลิตข้าวลดน้อยลงจากการที่ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก คืออินเดียได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ในขณะที่ความต้องการนำเข้าข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวอันดับ 1 ผลผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น ทำให้ความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ข้าวในตลาดโลกทำให้มีการคาดการณ์ว่าราคาข้าวจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้าวที่เป็นปัจจัยเอื้อให้ราคาข้าวของไทยน่าจะไต่ระดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ไม่เป็นไปตามคาด อันเป็นผลมาจากการลดค่าเงินด่องของเวียดนาม เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งขันในการส่งออกข้าวของไทยลดค่าเงินด่องเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้า และปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ

โดยในช่วงเดือน พ.ย. 2552 เวียดนามลดค่าเงินด่องลง 5.4% และในเดือน ก.พ. ลดลงอีก 3.4% ส่งผลให้ราคาข้าวเวียดนามเฉลี่ยตันละ 330 เหรียญสหรัฐ เทียบกับข้าวไทยที่อยู่ในระดับตันละ 430460 เหรียญสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันกับข้าวไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งออกข้าวขาวคุณภาพปานกลางลงไปจะได้รับผลกระทบอย่างมาก ผู้ส่งออกข้าวของไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการข้าวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2553 โดยเฉพาะในตลาดฟิลิปปินส์ เนื่องจากเวียดนามกวาดตลาดประมูลข้าวของฟิลิปปินส์ไปทั้งหมด เนื่องจากการเสนอราคาที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ข้าวไทยยังประสบปัญหาประเทศผู้นำเข้าข้าวหันไปบริโภคธัญพืชอื่นทดแทน ประเทศผู้นำเข้าข้าวบางประเทศมีความต้องการการบริโภคข้าวลดลง ซึ่งก็มีผลทางจิตวิทยาทำให้ราคาข้าวปรับตัวลดลงด้วย กล่าวคือ ตลาดอินเดียที่คาดว่าอาจจะต้องนำเข้าข้าวในปี 2553 หันไปใช้ข้าวสาลีเพื่อบริโภคทดแทนข้าว เนื่องจากข้าวสาลีอยู่ในระดับตันละ 190 เหรียญสหรัฐ ทำให้อินเดียยังไม่ต้องนำเข้าข้าวในปี 2553 ส่วนตลาดแอฟริกาก็หันไปบริโภคข้าวโพดที่มีราคาอยู่ในระดับตันละ 160 เหรียญสหรัฐ ทดแทน ทำให้ความต้องการข้าวลดลงบางส่วน

ดังนั้น ปัญหาเกี่ยวกับข้าวเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลจะต้องชั่งน้ำหนักความเหมาะสมระหว่างสองแนวทางที่มีปรัชญาที่แตกต่างกัน คือแนวทางแรกที่ยึดกลไกตลาด ขณะที่จำกัดการแทรกแซงตลาด และจำกัดการอุดหนุน โดยภาครัฐมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตน เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางภาวะการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้แม้ว่าแนวทางนี้จะลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญคือ การรวมกลุ่มชุมนุมของเกษตรกรเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล

อีกแนวทางหนึ่งคือ การช่วยเหลืออุดหนุนเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จากเหตุผลหลักที่เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีฐานะยากจน การช่วยเหลือเกษตรกรจึงเป็นประเด็นทางสังคม เช่นเดียวกับการให้สวัสดิการสังคมกับแรงงานในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ผลที่ตามมาของการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ก็คือ เกษตรกรอาจขยายปริมาณการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันในปีต่อๆ ไป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการกำหนดความพอดีและเหมาะสมของทั้งสองแนวทางจึงเป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในปี 2553 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ผิดปกติอย่างมาก เนื่องจากในปีนี้ปริมาณสต๊อกข้าวคงค้างมาจากปี 2552 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ปริมาณการผลิตของปี 2552/2553 ก็สูงที่สุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2540/2541 ตลาดส่งออกก็เผชิญกับปัญหาการแข่งขันอย่างรุนแรง ทำให้ราคาข้าวตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาราคาข้าวในระยะสั้นเฉพาะหน้า โดยการปรับมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การปรับเพิ่มราคาประกัน ส่วนในระยะยาวถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องวางยุทธศาสตร์ข้าว โดยหลักการคือ ต้องให้เกษตรกรลดการพึ่งพิงการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว โดยการหารายได้ทางอื่นๆ เพื่อชดเชยกับการจำกัดหรือควบคุมพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงของการค้าเสรีในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท