
เมื่อวิกฤตมอดไฟไทยพร้อมลุยถึงเวลาทวงเจ้าสังเวียนอาเซียน
...ทีมข่าวต่างประเทศ
ถึงวันนี้ ท่าทีทางการเมืองไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายลงไประดับหนึ่งแล้ว หลังจากที่ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงกับการอัมพาตทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจจนแทบไร้ทางออก ทั้งระบบกลไกการค้าและการท่องเที่ยวระส่ำระสายกันไปทั่ว
ถึงขั้นที่ก่อนหน้านี้ 47 ประเทศทั่วโลกเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไทย
ในนาทีนี้ แม้วิกฤตจะไม่สิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงในทันที แต่ก็เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นี้อยู่รำไรแล้ว นับตั้งแต่มีการยื่นข้อเสนอแห่งความปรองดอง 5 ข้อของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่าทีการตอบรับที่ค่อนข้างดีของทางกลุ่มผู้ประท้วง
นี่จึงเป็นนาทีที่ไทยต้องทวงคืนสังเวียนแล้ว
ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางวิกฤตและความไม่มั่นคงทางการเมืองไทยกลายเป็นโอกาสปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เร่งทำแต้มประโคมทั้งแผนการท่องเที่ยว กางกลยุทธ์ดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากเจ้าอาเซียนอย่างไทยทั้งสิ้น
ตัวอย่างที่เห็นครึกโครมมากที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็น มิตรประเทศอย่างสิงคโปร์ ดินแดนที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เปิดตัวแม่เหล็กตัวใหม่ซึ่งเป็นสองกาสิโนยักษ์ ทั้ง รีสอร์ต เวิลด์ เซนโตซา และ มารินา เบย์ แซนด์ส
สื่ออย่าง ดิ อีโคโนมิก ระบุว่า บ่อนกาสิโนทั้งสองของสิงคโปร์ชิงโอกาส เวลา และความได้เปรียบในช่วงนี้ เป็นตัวชูโรงดึงนักท่องเที่ยว
มารินา เบย์ แซนด์ส ซึ่งเป็นกาสิโนแห่งที่สอง ถูกตั้งความหวังว่าจะถอนทุนคืนภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ หลังจากการทุ่มเงินไปกว่า 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
เชลดอน อาเดลซัน ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหารของบริษัท ลาส เวกัส แซนด์สคอร์ป เจ้าของโครงการมารินา เบย์ แซนด์ส กล่าวว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายหลักของกาสิโนแห่งนี้ก็คือ นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และแน่นอนนักท่องเที่ยวชาวไทยก็ติดอยู่ในโผในฐานะนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญอีกด้วย
รัฐบาลสิงคโปร์ยอมควักเงินทุ่มทุนกับกาสิโนทั้งสองไว้มาก พร้อมกับความหวังที่สูงเช่นกัน โดยหวังไว้ว่าจะสามารถชูรายได้จีดีพีของประเทศให้กระเตื้องขึ้นถึง 0.51% เลยทีเดียว ส่วนสำนักงานการท่องเที่ยวสิงคโปร์คาดว่าจะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวในปีนี้พุ่งขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เมื่อกาสิโนแห่งแรกเปิดตัว สามารถดันยอดนักท่องเที่ยวทะยานไปถึง 17.3% แล้ว เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว
แต่ความหวังที่สูงอาจจะต้องเจ็บหนักได้เช่นกันถ้าประเทศเป้าหมายอย่างชาวไทยเมินเพื่อนบ้านและหันมาเที่ยวในประเทศ เนื่องจากสภาวการณ์ทางการเมืองไม่เอื้ออำนวย
ส่วนเวียดนามก็รุกหนักเช่นกันช่วงที่ผ่านมา วอชิงตัน ไทมส์ ระบุว่า สื่อในเวียดนามถูกแนะให้ใช้ช่วงโอกาสวิกฤตไทยประโคมข่าวและชิงพื้นที่ความได้เปรียบ เพื่อดึงทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว
แต่หากถึงวันที่ฟ้าฝนแห่งวิกฤตทางการเมืองไทยเริ่มคลี่คลาย คงเป็นนาทีที่เพื่อนบ้านต้องคิดและทบทวนแผนบุกตลาดฉวยความได้เปรียบอีกครั้ง เพราะสมาชิกประเทศอาเซียนเองก็มีจุดอ่อนน่าระทมไม่แพ้บ้านเราเช่นกัน เพียงแต่ว่าระเบิดเวลานั้นจะระเบิดขึ้นเมื่อไร
ฟิลิปปินส์ก็กำลังจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ดูเผินๆ การเมืองในฟิลิปปินส์อาจจะกำลังดำเนินไปอย่างราบเรียบตามแนวทางประชาธิปไตย แต่บาร์เคลย์ แคปปิตอล เผยผลการวิจัยว่า มีเพียง 30% เท่านั้นที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น 60% เชื่อว่าอาจจะเกิดความล่าช้าและความไม่สงบ และมีความเป็นไปได้ราว 10% ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะล้มเหลวและนำไปสู่ความรุนแรง
แม้กระทั้งมาเลเซียเองที่เมื่อไม่นานมานี้พยายามจะผลักดันแผน
“นโยบายเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Policy) ท่ามกลางเบื้องหลังของวิกฤตความบาดหมางระหว่างเชื้อชาติที่กรุ่นอยู่ภายในประเทศ และเป็นปัญหาที่รัฐบาลทุกยุคสมัยของมาเลเซียต้องฝ่าฟันไปให้ได้มาเลเซียเป็นประเทศที่มีประชาชนเชื้อชาติอื่นๆ นอกเหนือจากชาวมาเลย์ในอัตราส่วนมากกว่าครึ่ง ซึ่งอยู่ถึงราว 65% ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจในครั้งนี้จะสำเร็จและเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อสามารถอุดช่องโหว่รอยแผลของประเทศในเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ด้วยการวางรากฐานความเป็นเอกภาพของแต่ละเชื้อชาติในประเทศให้ได้
อีโคโนมิก ไทม์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมาเลเซียกำลังกังวลว่าแผนดังกล่าวของผู้นำกำลังสร้างความขัดแย้งทางการเมือง เพราะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งรังแต่จะเป็นการเขี่ยปัญหาไปตามสถานการณ์ แต่หาใช่การแก้ไขความบาดหมางของคนสองกลุ่มที่พร้อมเผชิญหน้ากันทุกเมื่อ
ดังนั้นความท้าทายอันยิ่งใหญ่สำหรับนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือและสะสาง และแน่นอนว่าปมปัญหานี้ก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาของปมความขัดแย้งในความแตกต่างซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกอย่างที่บ้านเราพานพบอย่างแน่นอน แต่ที่อาจจะแย่กว่าก็ตรงที่ความขัดแย้งนั้นอาจจะปะทุขึ้น สวนทางกับประเทศไทยที่กำลังผ่อนคลายลง
ยังไม่รวมถึงสถานะของประเทศอินโดนีเซียที่กู่ก้องประกาศว่าจะเป็นจักรกลหลักสำคัญในการขับเคลื่อนอาเซียนนั้น ก็ล้วนมีปมภายในประเทศที่พร้อมจะเดือดขึ้นมาได้เช่นกัน
กลุ่มอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ที่เคยออกมาเตือนไทยว่าให้ระวังความวุ่นวายทางการเมืองจะส่งผลร้ายแรงไปจนถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง และแนะให้ไทยเร่งหาตัวกลางในการมาปลดล็อกปัญหาทางการเมือง
แต่กลุ่มนี้เองที่เคยออกมาเตือนรัฐบาลอินโดนีเซียถึงความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งแม้จะดูเหมือนว่าเครือข่ายการก่อการร้ายภายในประเทศที่จางลงไปในช่วงนี้ ทว่าปัญหานี้ไม่ได้หมดไปตราบใดที่ยังคงมีปัญหาการคอร์รัปชันภายในประเทศ ซึ่งจากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง หรือ PERC ระบุว่า ในจำนวน 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น อินโดนีเซียรั้งตำแหน่งประเทศที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุดทั้งในปี 2009 และ 2010 เลยทีเดียว
อีกทั้งกลุ่มอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ก็เชื่อว่ายังคงมีกลุ่มการก่อการร้ายกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้ชื่อ อัลกออิดะห์ อินโดนีเซีย ในอาเจะห์ ที่เป็นคลื่นลูกที่สามหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถจับกวาดล้างแกนนำได้สำเร็จ
นาทีนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่ต้องช่วยระดมสมองเพื่อหาหนทางคว้าโอกาสที่สถานการณ์การเมืองส่อแววสดใส ฉุดดึงตำแหน่งเจ้าสังเวียนในเวทีอาเซียนกลับคืนมาให้ได้ แรกเริ่มคงต้องปลุกกระแสการท่องเที่ยวในประเทศให้ร้อน ก่อนที่นักท่องเที่ยวไทยเราเองจะปันใจไปให้เพื่อนบ้านที่ปูเสื่อรอไว้
ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนคือหัวใจของความสำเร็จ และเป็นโจทย์ที่รัฐบาลและภาคเอกชนจะต้องตีให้แตกโดยเร็ว นอกเหนือจากโจทย์ของการสร้างความปรองดองระหว่างทุกฝ่าย
วังวนของการเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ท่ามกลางวิกฤตไทย เพื่อนบ้านก็ได้แต่เหลียวหลังมามองเราและเรียนรู้จดจำไว้เป็นบทเรียน เพื่อไม่ให้ก้าวพลาดเหยียบซ้ำรอยร้าวอย่างบ้านเรา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะเร่งโกยคะแนน วิ่งสู่ความก้าวหน้า ทิ้งประเทศที่มีปัญหาค่อยๆ คลานตามไปทีหลัง
ถึงวันนี้เรากำลังก้าวข้ามวิกฤต ก็ต้องไม่ลืมที่จะจดจำ เรียนรู้ และเยียวยารอยแผลที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ ที่สำคัญไม่ว่าประเทศไหนต่างก็มีรอยร้าวและช่องโหว่ทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าต้องไม่ลืมที่จะยารอยร้าวนั้นให้แนบสนิท แล้วชัยชนะในสังเวียนการแข่งขันก็คงเห็นชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรก







