เกลียดชังแค่ไหน ก็คนไทยด้วยกัน
ความรุนแรงหน้าสนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่ายกว่า 100 คน
ความรุนแรงหน้าสนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่ายกว่า 100 คน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 คน ภาพตำรวจทุบทำลายรถของผู้ชุมนุม สะท้อนให้เห็นถึงความเกลียดชังระหว่างผู้ชุมนุม และตำรวจที่ถูกตีตราว่าเป็นตัวแทนอำนาจรัฐอันฉ้อฉล
ความเกลียดชังสะท้อนออกมาอีกครั้งเมื่อเช้าวันที่ 27 ธ.ค. กลุ่ม 40 สว. ซึ่งไปตรวจสอบพื้นที่การปะทะกันที่สนามไทยญี่ปุ่น ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ตะโกนขับไล่ แม้กระทั่งหลุดคำพูดว่า ยิงแม่งเลย ทำให้กลุ่ม 40 สว.ต้องรีบกลับออกไป
ปัญหาการเมืองที่ก่อความขัดแย้งขึ้นนี้ ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตาย ในใจของแต่ละฝ่ายนั้นคิดอย่างไร
ส.ต.ต.ธนพล โนเปลือย ตำรวจควบคุมฝูงชน สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล วัย 25 ปี ซึ่งถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวา เขาเชื่อว่ากระสุนนั้นมาจากฝ่ายผู้ชุมนุม นั่นทำให้เขาบอกว่าจะจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปจนวันตาย
“ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์ประจำอยู่เขาพระวิหาร เคยปะทะกับกัมพูชา แต่ครั้งนี้ต้องมาทำร้ายกับคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งขอให้เป็นครั้งสุดท้าย อย่าได้มีอีกเลย”
ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมหน่วย ส.ต.ต.ณัฐวุฒิ สมพร ซึ่งถูกยิงที่หัวเข่าด้านซ้าย เมื่อถามถึงความรู้สึกเขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนบอกว่า
“ผมมีหน้าที่ต้องทำ ส่วนฝั่งผู้ชุมนุมอันนี้ก็ไม่ทราบ ว่าสิ่งที่ต้องการของพวกเขาคืออะไร ต้องการคัดค้านการเลือกตั้ง หรือต้องการทำร้ายเอาชีวิตกัน เพราะก่อนหน้าที่จะโดนก็เห็นแกนนำประกาศแล้วว่าให้กลับที่ตั้ง แต่พวกเขาก็ไม่กลับ ผมเลยไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร
“ส่วนตำรวจที่เสียชีวิต ผมพูดไม่ออกนะ ได้แต่สงสารครับ สงสารครอบครัวของเขา ลูกเมียเขาจะอยู่กันอย่างไร เห็นเขาตายต่อหน้าในห้องฉุกเฉิน มันพูดไม่ออกที่เห็นคนอาชีพเดียวกันต้องมาจบชีวิตลงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
ส่วนอีกรายเป็นตำรวจวัย 39 ปี จากนครสวรรค์ ถูกยิงที่มือขวา ด.ต.พันธุ์ลักษณ์ กุลสิงห์ แม้จะเจ็บแสนเจ็บ แต่เขาบอกว่า ไม่ได้โกรธคนยิง แต่เจ็บใจที่คนไทยด้วยกัน ต้องมาทำร้ายกันเอง
“ผมให้อภัยกับคนที่ทำ รวมถึงกลุ่มมวลชนด้วย แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม เจ็บครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่ตำรวจและประชาชนต้องเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง อย่าให้เกิดขึ้นอีกเลย กายผมมันเจ็บไม่เท่าไหร่หรอก แต่ชาติสิเจ็บกว่า”
น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี ไม่อนุญาตให้เยี่ยมสอบถามผู้ชุมนุมซึ่งได้รับบาดเจ็บ แต่ด้านแกนนำ กปปส.ก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความแตกแยกระหว่างตำรวจและประชาชน แต่ทั้งหมดได้มีการวางแผนแต่ต้น ตำรวจได้สะสมทั้งแก๊สน้ำตาและอาวุธไว้พร้อม ซ้ำยังมีการปรากฏตัวของชายชุดดำ ซึ่งสันนิษฐานว่ากลุ่มคนเหล่านี้ได้ใช้อาวุธจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมและตำรวจ โดยตำรวจที่เสียชีวิตและช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็ถูกโดยแนวกระสุนที่มาจากมุมสูง มีการปรากฏภาพชายชุดดำบริเวณอาคารกระทรวงแรงงาน ต้องถาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ว่าทราบหรือรู้เห็นเป็นใจกับชายชุดดำหรือไม่
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องชี้แจง กรณีทุบรถอาสาพยาบาล ตำรวจถือปืนลูกซองเล็งตรงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะต้องเล็งต่ำเพื่อไม่ให้บาดเจ็บ แต่มีประชาชนบาดเจ็บตามใบหน้าและลำตัว”
ล่าสุด วสุ สุฉันทบุตร วัย 30 ปี ผู้ชุมนุมซึ่งถูกยิงเข้าที่ท้องระหว่างเหตุปะทะ เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา03.45 น.วันที่ 27 ธ.ค.
นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. กล่าวว่า คปท. และกปปส. จะรับผิดชอบกรณีผู้เสียชีวิต มีกองทุนสนับสนุนรายละ 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการดูแลต่อไป
พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แถลงว่า ผลการชันสูตรศพ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากถูกยิงเข้าอกขวา ลักษณะเป็นการยิงจากบนลงล่าง โดย ณัฏฐิรา พิทักษ์เศวตไชย ภรรยาพร้อมด้วยญาติได้รับศพ ด.ต.ณรงค์ ไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เลื่อนยศ ด.ต.ณรงค์ เป็น พล.ต.ต. และมอบเงินสวัสดิการจำนวน 8 แสนบาท เงินส่วนตัวของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.อีก 1 ล้านบาท โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะหาทุนเพิ่มเติมเพื่อมอบให้ครอบครัวของ ด.ต.ณรงค์ ให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านบาท และให้สิทธิบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาคนแรกที่กำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเข้ารับราชการตำรวจ
ทั้งนี้ ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร รายงานจำนวนผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะล่าสุดว่า มีผู้บาดเจ็บ ทั้งหมด 143 คน รักษาตัวในโรงพยาบาล 30 คน
ด้าน เพชร ชูศรีขวัญ คนขับแท็กซี่ วัย 54 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อความรุนแรงได้รับบาดเจ็บอีกราย บอกเล่าเหตุที่เกิดขึ้นว่า ขณะตนเองขับรถแท็กซี่บริเวณแยกดินแดง เพื่อกลับอู่ย่านสุทธิสาร ผู้ชุมนุมกำลังปิดถนนวิภาวดีรังสิตจึงเปิดกระจกสอบถามว่าปิดถนนทำไมเพราะรถติดมาก พอสิ้นคำถาม ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คน รุมดึงออกมาจากรถ ใช้ท่อนไม้และเหล็กรุมทำร้ายจนหมดสติ
“ผมขับรถแท็กซี่มากว่า 20 ปี ไม่ได้เป็นคนเสื้อสีอะไรทั้งสิ้น เป็นแค่คนทำมาหากิน หาเช้ากินค่ำ เลี้ยงครอบครัว ส่วนเรื่องในคดีได้ให้ลูกสาวไปแจ้งความที่ สน.ดินแดง แล้ว”







