คำต่อคำผบ.ทบ."ปฏิวัติ"ไม่มีปิดไม่มีเปิด
คำต่อคำ "พล.อ.ประยุทธ์" ให้สัมภาษณ์หลังประชุมหน่วยขึ้นตรง ระบุโอกาสปฏิวัติไม่มีปิด-ไม่มีเปิด ให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แนะเจ้าหน้าที่ต้องอดทนมากกว่าคนปกติ
คำต่อคำ "พล.อ.ประยุทธ์" ให้สัมภาษณ์หลังประชุมหน่วยขึ้นตรง ระบุโอกาสปฏิวัติไม่มีปิด-ไม่มีเปิด ให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แนะเจ้าหน้าที่ต้องอดทนมากกว่าคนปกติ
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เป็นประธานในการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก(ผบ.นขต.) ประจำเดือนธ.ค.56 โดยมีผบ.หน่วยระดับแม่ทัพภาค ผู่บัญชาการกองพล ไปจนถึงผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพัน เข้ารวมประชุม นานกว่า 4 ชม.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า กองทัพถือเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ต้องยืนหยัดท่ามกลางมรสุมนี้ให้ได้ สถานการณ์น่าเป็นห่วง สำหรับคนไทยทุกคน ทุกฝ่าย ขออย่านำทหารไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เพราะทหารเป็นของชาติและประชาชนพร้อมดูแลปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วันนี้มีความขัดแย้งกันอยู่ ขอร้องว่าอย่านำทหารเข้าไปสู่ความขัดแย้ง
"ผมไม่อาจไปก้าวล่วงในส่วนหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอีกส่วนหนึ่งผมก็ไม่อาจจะทอดทิ้งประชาชนได้ แล้วยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง และอีกพวกหนึ่งก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนออกมา"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้เหมือนเดินไปเจอทางแยก และทางตรงนี้อาจจะไกลหรือไปได้ยาก แต่จะไปซ้ายหรือขวาก็ไม่ได้ ฉะนั้นจะทำอย่างไร เพื่อให้ซ้ายและขวาหยุดไว้ให้ได้ โดยต้องเปิดไฟแดงไว้ทั้ง 2ทาง และไปทางตรงก่อน เพื่อให้สถานการณ์สงบลง และผ่านชั่วโมงเร่งด่วนนี้ไป อย่ามากล่าวหาว่า ไม่รักด้านซ้ายหรือด้านขวา เพราะเราไม่มีซ้ายและขวา มีแต่ข้างหน้าและคนตามข้างหลังอีกจำนวนมาก ดังนั้นเราต้องพยายามนำพาทั้งหมดไปให้ได้ด้วยความปลอดภัย นั่นคือหลักการของตน ที่ผ่านมาไม่เคยนิ่งนอนใจ ตั้งแต่มีความไม่เข้าใจกันก็ไม่ได้อยู่เฉย และพยายามทำทุกอย่าง
ทั้งนี้วิธีการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแก้ปัญหากันให้ได้ วันนี้หากต่างฝ่ายต่างพูดก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่จะให้เสนออะไรก็คงทำไม่ได้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายไม่เห็นชอบร่วมกัน โดยวันนี้ต้องสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย และทหารกำลังดำเนินการเพื่อสู่กระบวนการการแก้ปัญหาแบบสันติวิธี เพื่อให้ทุกคนมีความพึงพอใจทั้งหมด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุมที่สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ว่า จะไม่ไปละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไปแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต้องดูว่า จะทำอย่างไรให้สถานการณ์ตรงนี้หยุดได้ ทั้งในบางสถานการณ์ที่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องก็สั่งให้บันทึกภาพไว้ทั้งหมดว่า ใครทำอะไร อย่างไร ทั้งนี้ตนได้รับคลิปต่างๆมาดู ซึ่งมองแล้วว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่าเป็นห่วง แต่ยังไม่อาจจะใช้คำว่าใครผิดใครถูกได้ เพราะไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นอย่างไร
"ในความคิดของผมมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น และคนกลุ่มนี้ทำให้คนกลุ่มใหญ่เสียหาย มองว่า คนกลุ่มใหญ่มีความปรารถนาดีที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบใช้ความรุนแรง เขาอาจจะคิดว่าหากไม่ทำแรงก็ไม่จบ หรือไม่ชนะ ผมก็ไม่รู้ แต่วิธีการเหมือนปี2553 ไม่รู้ว่า คนกลุ่มนี้ทำในปี 2553 ด้วยหรือไม่ หรืออาจจะสนุกหรือเอามันส์"พล.อ.ประยุทธกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีอารมณ์หรือบางคนทนไม่ไหวเลยมีภาพความรุนแรงเกิดขึ้น ทางทหารเราเรียนรู้เรื่องความอดทน ยอมแม้กระทั่งเราโดนก้อนหินขว้างใส่ เพราะมิฉะนั้นความขัดแย้งจะขยายไปเรื่อยๆ
"อยากขอร้องคนส่วนนี้ซึ่งเป็นส่วนน้อยหรือเจ้าหน้าที่บางนายที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ชอบไปทุบรถจนกลายเป็นการสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งกับประชาชนส่วนหนึ่ง ทำให้ส่วนใหญ่ของสองฝ่ายเสียหาย การเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยวิธีการสงบน่าจะทำได้ จะโกรธจะเกลียดอย่างไรเราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องมีความอดทนที่มากกว่าคนปกติ แต่ถ้าไม่มีการบุกรุกเข้าไปเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีโอกาสจะใช้ความรุนแรง จะคุยกันได้หรือไม่อยู่ข้างนอกก็พอ แค่นี้ก็กดดันพอสมควรแล้ว นี่คือกระบวนการในการต่อสู้แบบประชาธิปไตยคือ ต้องสงบไม่ทำให้เจ้าหน้าที่เสียหาย ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ได้ตำหนิหรือเข้าข้างใคร"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ทั้งนี้หากจบจากเหตุการณ์จะต้องมาสอบสวนกัน ที่ผ่านมาเมื่อปี 2553 ยังไม่มีใครสอบสวนให้กองทัพ และยังไม่มีการตั้งคดีสอบสวนคดีให้กองทัพ ทั้งนี้ไม่อยากให้ไปถึงจุดเหมือนเมื่อปี2553 ถ้าต่างคนต่างอยู่จะประท้วงอะไรก็ว่ากันไป อย่าคิดว่า การแก้ปัญหาจะทำได้เร็วมาก เพราะเมื่อมีการความรุนแรงจะลุกลามไปสู่การใช้อาวุธ
"ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าใครใช้ สิ่งเหล่านี้จะต้องพิสูจน์ให้ได้โดยเร็วว่าใครใช้ปืนพกไปยิงอยู่บนตึก แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะต้องมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าใครสั่งมาอย่างไร จะต้องสอบสวนให้ชัดเจน และจะต้องใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ขยายความขัดแย้ง ถ้ายังไม่เคลียร์ และยังมีคลิปโผล่เข้ามาอีก แทนที่กำลังจะดีก็จะทำให้สถานการณ์เกลียดกันมากกว่าเดิม ถามว่าจะจบกันอย่างไร ต้องฆ่ากันทั้งสองฝ่ายแล้วใครเหลืออยู่"ผบ.ทบ. กล่าว
ทั้งนี้จะไม่ขยายความขัดแย้ง ไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะเสนอแนวทางที่สันติวิธีไม่สนับสนุนเรื่องการใช้กำลังในการเข้าไปปราบปราม ถ้าประชาชนไม่ใช้อาวุธเหมือนปี 2553 ที่ผ่านมาได้รับข่าวสารว่า มีคนบางคนบางจำพวกที่ชอบใช้บริการความรุนแรง เมื่อนำคนเหล่านี้มาใช้แล้วคุมไม่ได้ เพราะคนพวกนี้เป็น Nobody ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็น Somebody ขึ้นมาน่าเป็นห่วง
ส่วนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 หรือไม่ ผมไม่มีความเห็นตรงนี้ เป็นเรื่องของกระบวนการเลือกตั้ง ทำได้ก็ทำไป เป็นเรื่องของ กกต. ถ้ามีเลือกตั้งผมก็ไปเลือกตั้ง ส่วนแนวทางการปฏิรูปประเทศกับแนวทางการเลือกตั้งจะเดินไปร่วมกันได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าจะยินยอมกันหรือไม่ ถ้าข้อตกลงพอใจกันทั้งสองฝ่ายก็เลือกตั้งได้ ถ้าไม่พอใจก็เลือกตั้งกันลำบาก
เมื่อถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรี ลาออกจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐบาลถึงทางตันหรือไม่นั้น ตอนนี้รัฐบาลอยู่แยกขวา แต่มีอีกหลายแยกที่สามารถไปได้ ผมมองว่า สถานการณ์มีการพัฒนา โดยมีการเพิ่มกฎหมายไปตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดทหารไม่ได้รับผิดชอบ แต่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ หากใครเจ็บตาย เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้วที่ต้องรับผิดชอบ
เมื่อถามว่า ตอนนี้เหมือนไม่มีทางออกอื่น โอกาสที่ทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าปฏิวัติแล้วเขาจะฟังหรือไม่ วันนี้ประเทศไทยไม่ว่าจะพวกไหนก็คนไทยทั้งนั้น
"เรื่องปฏิวัติไม่มีปิด ไม่มีเปิด สถานการณ์ทุกสถานการณ์เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แต่วันนี้ต้องให้กำลังใจกองทัพ เพราะทุกคนอยากอยู่ในบทบาทที่เหมาะสมพยายามที่ไม่ใช้อำนาจนอกระบบ ไม่ใช้กำลัง เวลาจะเป็นตัวกำหนด"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผบ.ทบ. กล่าวว่า ได้พูดคุยกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และรัฐบาลไปแล้ว หลายครั้ง โดยรัฐบาลยืนยันด้วยกติกา ส่วน กปปส. ยืนยันเรื่องอำนาจของประชาชน ถ้ายืนยันแบบนี้ก็ต้องเดินกันไปแบบนี้ ส่วนปัญหาจะยุติอย่างไรจะต้องถามคนไทยทุกคนทุกฝ่าย รวมถึงคนไทยที่ไม่ได้ออกมา
ส่วนการตั้งสภาปฏิรูปของรัฐบาลนั้น ทางรัฐบาลเพียงเสนอมาแบบแพ็กเกจเฉย ๆ ว่าจะเป็นอย่างไร โดยยึดแนวคิดจากสภาสนามม้า เมื่อปี 2515 มาเป็นหลักการ ซึ่งเมื่อแบบนี้จึงกลายเป็นว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพียงแต่เป็น 1 ใน 11 คณะกรรมการ แต่จะใช้หรือเปล่ายังไม่รู้ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาแค่นี้ก็จะตีกันตายอยู่แล้ว ถ้าประท้วงกันรุนแรงท้ายที่สุดแล้วก็จะต้องใช้กำลังต่อกัน ใช้อาวุธต่อกัน แล้วแบบนี้ใครจะชนะ ก็ไม่มี ถ้าใช้กำลังต่อสู้กันมันจะไม่มีที่ยืน ดังนั้นจะต้องปรามทั้งสองฝ่าย







