
คำครู
นั่งทบทวนสิ่งที่ผ่านไปตอนใกล้จะสิ้นปี เลยมีโอกาสบันทึกคำครูพร้อมกับส่งใจระลึกถึงท่าน
นั่งทบทวนสิ่งที่ผ่านไปตอนใกล้จะสิ้นปี เลยมีโอกาสบันทึกคำครูพร้อมกับส่งใจระลึกถึงท่าน
จำได้ว่าอาจารย์เริ่มต้นชั่วโมงแรกด้วยการถามหานิยามการเมือง เพื่อนคนหนึ่งที่ขลังหน่อยยกมือตอบก่อนใครว่า การเมืองคือเรื่องของอำนาจ ผมคิดว่าอาจารย์คงได้คำตอบนี้ทุกปีไป แต่ทำท่าตื่นเต้นก็เพื่อให้คนเรียนมีกำลังใจที่ไม่เคยลืมคือการขยายความต่อจากนั้น อาจารย์ยกกฎทางเศรษฐศาสตร์สองกฎมาให้พวกเราพิจารณา คือกฎว่าด้วยผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลง กับกฎว่าด้วยผลตอบแทนที่ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับถามว่า ถ้าพิจารณาในทางการเมือง การลงทุนเพื่อให้ได้อำนาจมาน่าจัดอยู่ภายใต้กฎข้อใด
เมื่อพวกเราได้ข้อสรุปว่า น่าจะทำให้ได้อำนาจตอบแทนกลับคืนมามากกว่าปัจจัยการผลิตที่ใส่ลงไป มิเช่นนั้นการลงทุนทางการเมืองคงไม่เกิดขึ้นและอำนาจด้านหนึ่งสามารถขยายผลไปสู่การครองอำนาจด้านอื่นๆ ได้อีกมาก ตรงจุดนั้นเองที่อาจารย์พาพวกเราเข้าสู่บทเรียนแรกว่าด้วยสังคมการเมืองที่ดี ที่จำเป็นต้องมีการวางระบบสำหรับจัดสรร แบ่งแยก และตรวจสอบการเข้าครองและใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อเป็นหลักประกันว่ามันจะไม่ถูกผูกขาด จนทำให้คนที่รวบไปได้เสียนิสัยและย่ามใจใช้มันในทางที่ผิดหลักนิติธรรม พลอยทำให้อำนาจนั้นฉ้อฉลไปด้วย
การฟังบรรยายเรื่องหลักนิติธรรมในยามบ่ายชวนให้หลับเป็นที่สุด พอเห็นเราง่วง อาจารย์บอกว่าความจริงเรื่องนี้ไม่ได้มีไว้ให้บรรยาย แต่มีไว้ให้พลเมืองฝึกจนซึมลึกอยู่ในนิสัยใจคอ พร้อมทัดวงเล็บว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Habits of the Heart อันสำคัญที่สุด ที่ต้องปลูกฝังแก่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีคนถามคำแปล อาจารย์ตอบอย่างไพเราะว่าสันดาน
อาจารย์ตั้งสถานการณ์ให้เราคิดกันว่ารู้สึกอย่างไรกับการกระทำแบบนี้ : มีคนขับรถมาถึงสี่แยกในเวลากลางดึกยามที่ปลอดรถรา แล้วชะลอดู เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ก็เลยไม่หยุด ทั้งที่สัญญาณไฟขึ้นเป็นสีแดง จากการอภิปราย อาจารย์โยงให้เห็นว่านิติธรรมในตัวบทกฎหมายไม่เพียงพอที่จะสร้างพลเมืองดี ต้องทำให้มันเป็นประเพณีของการปกครอง เป็นศีลธรรมได้ยิ่งดี เพราะบรรดาข้อเหนี่ยวรั้งการกระทำของคนเรา ศีลธรรมที่ประจำอยู่ในใจจะยั้งเราได้มากที่สุด ประเพณีที่เราทำกันเป็นปกติโดยสมัครใจมีน้ำหนักรองลงมา อำนาจบังคับตามกฎหมายอาศัยความกลัวถูกจับได้เท่านั้น
อาจารย์สรุปว่า ถ้านิติธรรมจำเป็นต่อการใช้อำนาจและถ้าเจ้าของอำนาจ และผู้ใช้อำนาจในนามของเจ้าของนั้นมีนิติธรรมประจำใจ มีประเพณีเคารพหลักนิติธรรมเป็นวิถีปกติ รัฐธรรมนูญไม่ต้องตราเป็นลายลักษณ์อักษรก็ยังได้
ในตอนนั้นปัญหาการเมืองเป็นเรื่องการผลักดันให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง พวกเราบางคนออกไปรณรงค์เรื่องนี้กันด้วย พร้อมกับมาตั้งคำถามในห้อง อาจารย์ตอบแบบไม่ตามใจคนถามว่า ประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบในระบอบรัฐสภามิได้ดูตรงว่า มีข้อกำหนดให้สภาต้องเลือกนายกฯ จาก สส.บางประเทศ เช่น อินเดีย หรือแคนาดา ก็มิได้ถึงกับกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเช่นนั้น ว่าแล้วอาจารย์ก็เสกคำมหัศจรรย์คำหนึ่งในภาษาไทยมาให้พวกเราใช้วัดความเป็นประชาธิปไตย
คำนั้นคือคำว่า ยัน
“ยัน” เกี่ยวกับการทำงานของระบอบประชาธิปไตยใน 4 ความหมาย ยันแรก มีความหมายในเชิงสนับสนุน ดังใช้ว่าค้ำยัน ยันที่ 2 มีความหมายว่าจ่อหรือประชิด ความหมายที่ 3 คือการโต้กลับ เช่น ยันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง และยันความหมายที่ 4 คือการผลักหรือถีบออกไป
ถ้า สส.ในสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส.ฝ่ายรัฐบาลได้แต่ทำหน้าที่ค้ำยันนายกฯ โดยไม่อาจจ่อประชิดฝ่ายบริหารด้วยข้อเรียกร้องอันแตกต่างของประชาชนในพื้นที่ ที่ยัน สส.ได้อีกทีหนึ่ง ถ้า สส.ไม่สามารถเปิดการยันกับแกนนำของพรรคและฝ่ายบริหารด้วยความคิดที่มาจากสำนึกถูกผิดของตัวเอง หรือวิพากษ์จากข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ และถ้าฤทธิ์ของฝ่ายนิติบัญญัติในการยันฝ่ายบริหารให้ออกไปได้ไม่มีพลังอันน่าเชื่อถือว่าทำได้จริง การยันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็เหลือเพียงการหนุนยัน อันเป็นยันในความหมายที่ 5 ที่แปลว่าเสมอ เรื่อยไป
เช่นเดียวกัน ถ้าประชาชนไม่สามารถกำหนดตัวคนเป็น สส.ได้ เพราะไม่มีฤทธิ์ยันคนที่ไม่เหมาะสมออกไปจากการเสนอตัวเป็นผู้แทน ถ้าประชาชนไม่มีพลังที่จะยัน สส.ให้ใส่ใจดจ่ออยู่กับปัญหาความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องต้องการของประชาชนและสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ส่วนรวม และถ้าประชาชนไม่มีอำนาจในการยันข้อมูลโต้กลับ หรือการวิพากษ์ตามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่มีหลักประกัน การเลือกตั้งก็เป็นการครองและใช้อำนาจอธิปไตยอยู่เพียงไม่กี่วินาที
แต่ประชาธิปไตยแค่ครึ่งใบก็สามารถออกฤทธิ์เล่นเอาหลายคนถึงกับยัน (เมา) ส่วนการยัน (สู้ตรึง) กันก็คงมีต่อยันปีหน้า สวัสดีปีใหม่ครับ







