posttoday
ปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ถูกที่ ถูกเวลา

ปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ถูกที่ ถูกเวลา

27 ธันวาคม 2556

สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ โดยเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ถึงแม้รายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง

สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ โดยเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ถึงแม้รายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง

เป็นที่รับรู้กันว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่องตลอดเวลา จนบางครั้งประเทศที่มีความพร้อม มีความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มอียู ก็ยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้ประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองตั้งแต่ปี 2551 มาจนถึงบัดนี้ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นคืนเป็นปกติ

ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงของการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดทางเดินหรือทิศทางที่ถูกต้อง ย่อมมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และความยั่งยืนของประเทศ

ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปประเทศได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งก็คือ จีน

จะเห็นได้ว่า จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีคนยากจนจำนวนมาก ทำให้จีนต้องการจัดระเบียบบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายหลังจากจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปี 2492 ก็มีระบบเศรษฐกิจที่ปิดมายาวนาน มีมิตรประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้สร้างเสถียรภาพทางการเมือง การปกครองให้ประเทศด้วย

ต่อมาเมื่อโลกเริ่มเข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์มากขึ้น เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ผู้นำจีนคนต่อมาคือ เติ้งเสี่ยวผิง ประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญในปี 2521 โดยการเปิดประเทศ ใช้นโยบายพลิกฟื้นประเทศ และนำแนวทางบริหารระบบตลาดมาใช้ รวมทั้งเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) ในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก

อีก 15 ปีต่อมา จีนได้ปฏิรูปเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยประกาศหลักการเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist market economy) และมาในวันนี้ จากการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 (The Third Plenary Session of 18th CPC Central Committee) ระหว่างวันที่ 912 พ.ย. 2556 จีนได้ประกาศการปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับใหม่หลังจาก สีจิ้นผิง เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียงปีเดียว

โดยสาระสำคัญที่เป็นกรอบของการปฏิรูป คือ การพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ การปรับกลไกภาครัฐให้ทันสมัยขึ้นและการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

ประเด็นการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้กรอบที่ว่านี้ มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการปฏิรูปที่ดิน ที่จะให้เจ้าของที่ดินทำกิน หรือเกษตรกรมีสิทธิเหนือพื้นดินทำกินมากขึ้น ทั้งการครอบครองและการโอนสิทธิ และอนุญาตย้ายถิ่นฐานเข้าไปสู่เมืองได้ จึงเป็นแนวทางที่ต้องการให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเพื่อการบริโภคมากขึ้น การปรับปรุงการบริหารภาครัฐ รวมถึงวิสาหกิจและสินทรัพย์ของรัฐ โดยลดบทบาทภาครัฐในการเข้าควบคุมทรัพยากรของประเทศ ซึ่งน่าจะรวมถึงการนำระบบตลาดมากำหนดราคาให้เป็นเสรีมากขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า ขนส่ง การสื่อสารโทรคมนาคม และการบริการอื่นๆ ภาครัฐ นอกจากนั้น การปฏิรูปภาคการเงินให้เป็นระบบเสรีมากขึ้นเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการนำร่องเปิดเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้เป็นพื้นที่แรกไปแล้ว

แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนในปี 2556 จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับการผลักดันไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปี 2557

มีข้อสังเกตได้ว่า การปฏิรูปประเทศแต่ละครั้งของจีน ไม่ได้ปล่อยให้ประเทศเกิดปัญหาแล้วจึงค่อยคิดจะปฏิรูป แต่เป็นเพราะความสามารถของผู้นำจีนที่มีวิสัยทัศน์มองเห็นถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า ดังนั้นก่อนจะปฏิรูปประเทศควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก และศึกษาถึงปัญหาพื้นฐานของประเทศอย่างละเอียด เพื่อมากำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้กับประเทศ (Reform with clear direction)

กรณีการปฏิรูปประเทศจีนฉบับใหม่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรว่า จีนไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของตัวเอง นั่นก็คือ ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของสถาบันการเงินในท้องถิ่นจำนวนมหาศาล และอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ได้ เสมือนเป็นการปกปิดเรื่องที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของจีน

นอกจากนั้น ระบบราชการที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยม อาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปหรือแนวคิดที่จะผลักดันการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก อาจมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนไม่ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้

ในมุมมองของผม เห็นว่าแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนมาถูกทิศทาง เพราะเป็นการวางมาตรฐานใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยที่ครั้งนี้ไม่ได้เน้นที่การขยายตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่กลับให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและคำนึงถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

เมื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมายาวนาน จนทำให้จีนในวันนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาแล้ว จีนกำลังวางแนวทางการปฏิรูปครั้งใหม่ เพื่อผลักดันประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ของจีนวันนี้ จึงน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับไทย ที่กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ

ถึงแม้การรู้ลึกถึงปัญหา การวางแนวทาง ทิศทางการปฏิรูปประเทศหรือเศรษฐกิจให้ถูกต้องจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่การที่นำแนวทางปฏิรูปไปสู่การปฏิบัตินั้น น่าจะมีความยากเย็นกว่าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท