
ไม่ต้องการเห็นเลือกตั้งบนซากปรักหักพังในกองเลือด
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงยืนยัน ไม่ต้องการเห็นการเลือกตั้งบนซากปรักหักพังบนกองเลือด จึงเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ออกไป โดยอาสาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ก่อนการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงยืนยัน ไม่ต้องการเห็นการเลือกตั้งบนซากปรักหักพังบนกองเลือด จึงเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ออกไป โดยอาสาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ก่อนการเลือกตั้ง
“ที่ กกต.ออกมาแถลงการณ์ในครั้งนี้เพราะไม่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่เดินไปบนซากปรักหักพังบนกองเลือด จึงออกมาเรียกร้องว่า จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นตัวทำให้การเมืองในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเจริญเติบโตทัดเทียมประเทศอื่นๆ และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างแท้จริง ปัจจุบันจะเห็นว่าการเลือกตั้งในตัวมันเองกลายเป็นปัญหาเสียเอง จึงอยากให้ทุกฝ่ายกลับมาทบทวนว่ากระบวนการเลือกตั้งไม่น่าจะเป็นตัวปัญหา แต่ควรเป็นกระบวนการสูงสุดที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยมากกว่า” ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กล่าวระหว่างเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามเหตุผลในการเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปร่วมกับ กกต.ทั้ง 5 คน
สำหรับเนื้อหาสาระในการซักถามของสื่อมวลชนและการตอบของ กกต.มีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้
ในคำแถลงการณ์ ที่ระบุว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ทาง กกต.จะใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลที่เหมาะสม คือการลาออกทั้งคณะใช่หรือไม่
สมชัย ศรีสุทธิยากร ตอบว่า สิ่งที่ทาง กกต.ได้สะท้อนในวันนี้คือการส่งข่าวสารถึงรัฐบาล และคู่ขัดแย้งทางการเมืองและทุกภาคส่วนในสังคมว่าหากยังไม่มีการทำความเข้าใจตกลงร่วมกันเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมให้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 2 ก.พ. 2557 การเลือกตั้งย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวคือ รัฐบาลต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปก่อน จนกว่าจะมีการสร้างความเข้าใจ หรือสร้างข้อตกลงร่วมกันในการทำให้สังคมสงบสุข ก่อนการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่ทาง กกต.ขอต่อรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีอำนาจในการตัดสินใจ
ทั้งนี้ หากข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล กรรมการ กกต.รายบุคคล จะพิจารณาใช้สิทธิและอำนาจส่วนบุคคลในการตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการแก้ไขปัญหา ประโยคนี้มีความหมายได้หลายอย่าง เป็นทั้งสิทธิส่วนบุคคลและเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กกต.หรือองค์ประชุม กกต.ทั้งหมด หรือ มติของ กกต.ที่จะตัดสินใจบางอย่าง
กกต.จะใช้เวลานานเพียงใดในการตัดสินใจหากรัฐบาลไม่รับข้อเสนอแนะของ กกต.
สมชัย ตอบว่า หลังจากการรับสมัคร สส.เขต เสร็จสิ้นลง คือระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 25561 ม.ค. 2557 ทุกอย่างน่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่า เหตุการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายลงไปอย่างไรและอยากฝากไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมว่า กกต.ได้ตัดสินใจแล้วว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.จะมีไม่ได้ ดังนั้นขอให้สลายการชุมนุมหรือลดดีกรีความรุนแรงลง ส่วนกระบวนการที่ทำให้วันที่ 2 ก.พ.เกิดขึ้นไม่ได้นั้น จะเป็นเรื่องของการพูดคุยตกลงกันระหว่าง กกต.กับรัฐบาล
“ช่วงจากนี้ไปจนถึงวันที่ 2 ม.ค.ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ กกต. เป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องตัดสินใจ และทาง กกต.พร้อมจะเป็นตัวกลาง ในการพูดคุยกันโดย กกต.เต็มใจทำงานไม่จำเป็นต้องมีวันหยุดใดๆ และการตัดสินใจของ กกต.จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ม.ค.ซึ่งเป็นวันเปิดทำการในวันนั้นชัดเจน โดยระหว่างนี้จะพยายามประสานกับรัฐบาลและคู่ขัดแย้งว่าควรจะทำอะไรอย่างไรบ้างเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย” สมชัย กล่าว
แถลงการณ์ 5 ข้อ นี้เป็นสัญญาประชาคมหรือมติ กกต.ที่มีผลทางกฎหมาย
สมชัย ตอบว่า ขอยืนยันว่าสิ่งที่ทำกันมาทั้งหมดในวันนี้ คือ การทำตามหน้าที่ที่ได้จบสิ้นไปในระดับหนึ่ง คือ การออกหมายเลขให้กับ สส.ระบบบัญชีรายชื่อได้ แต่ว่าวันนี้เวลานี้ กกต.รู้สึกว่าแม้ว่างานดังกล่าวจะเสร็จสิ้นแต่ภาพที่ไม่สวยงามและเกิดรอยด่างเปรอะเปื้อนเลือดขึ้นในสังคมนั้นคือความรุนแรงเกิดขึ้นแม้จะไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือใครเริ่มต้น แต่ภาพปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทาง กกต.ก็เห็นว่าคงไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้มากนัก หากว่าสิ่งต่างๆ ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้ง และขาดการเจรจาหรือทำข้อตกลงกันหรือทำความเข้าใจกันก่อน ด้วยการมองความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นหลักจึงนำมาสู่จุดยืนของ กกต.ในวันนี้
“หากทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงกันได้ การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.จะเลื่อนออกไป แต่ต้องมีกระบวนการหาทางคลี่คลายหรือตกลงร่วมกันได้วันที่ 2 ก.พ.ก็อาจเป็นไปได้ แต่หากยังมีสถานการณ์แบบนี้อยู่ย่อมไม่มีวันเลือกตั้งในวันนั้นอย่างแน่นอน” สมชัย ระบุ
แถลงการณ์ในครั้งนี้เป็นมติเอกฉันท์ปราศจากความขัดแย้งภายใน กกต.ใช่หรือไม่
บุญส่ง น้อยโสภณ ตอบว่า ความเห็นเป็นเอกฉันท์ ตรงกันทั้งหมดโดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น
ประวิช รัตนเพียร ตอบว่า มีความเห็นชัดเจนได้ว่า ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้
การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกลุ่ม สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ใช่หรือไม่
ธีรวัฒน์ ตอบว่า คู่ขัดแย้งมีหลายฝ่าย เพราะจริงๆ แล้วเป็นความขัดแย้งกันทั้งระบบของสังคมที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก
กกต.มั่นใจว่าสามารถเจรจากับ กปปส.กับรัฐบาลจนสำเร็จหรือไม่
สมชัย ตอบว่า คงไม่อาจเปิดเผยทุกอย่าง กระบวนการจะทำอย่างไร แต่ กกต.มองผลสำเร็จที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ดีกว่า และ กกต.แต่ละคนก็มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นที่ไว้วางใจของทุกฝ่ายเพียงพอ เป็นกลางต่อฝ่ายเพียงพอที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แล้วถ้า กกต.ไม่ทำก็บอกได้ว่าหาคนทำได้ยากเต็มทีแล้ว จึงต้องทำ ทำแล้วจะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน
ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า กกต.จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เหมือนที่ศาลทำอยู่ ในรายละเอียดคงไม่อาจบอกได้ต้องดูเหตุการณ์วันต่อวัน และในฐานะองค์กรบริหารจัดการเลือกตั้ง เป้าหมายสุดท้าย คือ การใช้การเลือกตั้งให้ประชาชนมีสิทธิได้ใช้วิจารณญาณตามระบบ
“การเลือกตั้งได้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้หรือไม่ ซึ่งความรู้สึกหวั่นไหวเหล่านี้จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่อาจพูดคุยกันได้ทาง กกต.ก็พร้อมจะน้อมรับเป็นตัวกลางเป็นผู้ดำเนินการให้ เพราะคงไม่มีวิถีทางใดที่จะทำได้อย่างสงบสันติไม่เสียหายต่อประเทศชาติได้ด้วยวิธีนี้และเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด เพียงแต่ว่าทุกฝ่ายได้ตระหนักและรู้สึกเหมือน กกต.และประชาชนทั้งประเทศเป็นห่วงใยต่อสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่อย่างไร” ศุภชัย กล่าว







