
ห่วงวิกฤตการเมืองลากเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำ3%
การเมืองทุบเศรษฐกิจหด 2 ปีซ้อน สศค.เป็นห่วงวิกฤตการเมืองทุบปีหน้าโตต่ำกว่า 3%
การเมืองทุบเศรษฐกิจหด 2 ปีซ้อน สศค.เป็นห่วงวิกฤตการเมืองทุบปีหน้าโตต่ำกว่า 3%
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 จากเดิม 3.7% เหลือ 2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ทำให้การส่งออกของไทยลดลงขยายตัวทั้งปีติดลบ 0.6% และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่เอื้อกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเมืองกระทบกับความมั่นใจของประชาชนและนักลงทุน หากยืดเยื้อจะกระทบกับการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจปี 2557 คาดว่าจะขยายตัวลดลงเช่นกัน จากที่ประมาณการไว้เดิม 5.1% เป็น 4% โดยมีช่วงการขยายตัวอยู่ที่ 3.54.5% ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัญหาทางการเมืองเป็นสำคัญ หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 และมีรัฐบาลมาบริหารประเทศได้ ก็คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% แต่หากการเมืองมีปัญหารุนแรงเศรษฐกิจปีหน้าอาจจะขยายตัวได้ 34% แต่หากมีความรุนแรงมากๆ และยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยปีหน้าก็มีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3%
ทั้งนี้ การขยายตัวปีหน้ายังขึ้นอยู่กับสมมติฐาน เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่สำคัญ 14 ประเทศ ขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มูลค่าการส่งออกขยายตัวได้ 6.5% ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.25% ต่อปี และรายจ่ายของรัฐบาลอยู่ที่ 3.24 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจยังขึ้นอยู่กับการเบิกจ่ายเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ที่มีโครงการพร้อมจะดำเนินการ 9.4 หมื่นล้านบาท และเงินจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีโครงการพร้อมจะดำเนินการ 6.8 หมื่นล้านบาท หากมีการเบิกจ่ายได้ 30% แต่หากเบิกจ่ายได้ต่ำกว่านั้นก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ถึง 4% ต่อปี
นายสมชัย กล่าวว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจปีหน้า คือ ปัญหาทางการเมือง การลดมาตรการคิวอีของสหรัฐทำให้มีเงินทุนไหลออก และต้องติดตามปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างใกล้ชิดเพราะเศรษฐกิจปี 2557 ที่อยู่ในภาวะซึมๆ การบริโภคชะลอ การลงทุนไม่กระเตื้อง การใช้จ่ายภาครัฐได้น้อย จะมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลตามมา ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องติดตามฐานะของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด และกระทรวงการคลังก็ต้องติดตามฐานะของแบงก์รัฐไม่ให้มีปัญหา
ปัจจับัน ระบบธนาคารพาณิชย์ชองไทยแข็งแรง มีเงินกองทุนต่อสินเทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) 16.5% จากที่ ธปท. กำหนด 8.5% มีกำไรสูง มีเอ็นพีแอลต่ำอยู่ที่ 23% แต่หากเป็น 4% ก็ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี โดยเอ็นพีแอลไม่ควรอยู่เกิน 56% ขณะที่เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐอยู่ที่ 4% โดยในส่วนของธนาคารออมสินมีเอ็นพีแอลต่ำอยู่ที่ 1% แต่ในส่วนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) มีหนี้เอ็นพีแอลอยู่ในระดับสูง
"เศรษฐกิจปี 2557 มีความไม่แน่นอนสูง การเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่น่าจับตา หากมีการเพิ่มขึ้นอยู่ต่อเนื่อง เหมือนกับลักษณะของสินเชื่อบ้านที่่ผ่านมาจน ธปท. ต้องเข้าไปดูควบคุม หรือ การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินมีแนวโน้มในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง" นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า เศรษฐกิจเดือน พ.ย. 2556 ล่าสุด อยู่ในภาวะซึมๆ ไม่มีสัญญาณบวกทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน การบริโภคขยายตัวติดลบ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ติดลบ 8.3% เนื่องจากปัญหาทางการเมืองทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนไม่มั่นใจ ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวติดลบทั้งการบริโภคภายในประเทศ และการนำเข้าสินค้า
นอกจากนี้ ยอดการขายรถจักรยานยนต์ขยายตัวลดลง 16.7% ทั้งในส่วนของภูมิภาคและปริมณฑล ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต่ำที่สุดในรอบ 22 เดือน เนื่องจากประชาชนเป็นกังวลปัญหาทางการเมือง
ด้านการลงทุนก็ยังขยายตัวไม่ดี การนำเข้าสิน้าทุนขยายตัวติดลบ 18.7% แม้ว่าภาคการก่อสร้างยังขยายตัวได้ดีก็ตาม สำหรับการส่งออกก็ขยายตัวติดลบ 4.9% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และปัญหาราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำ ที่สำคัญดัชนีภาคอุตสาหกรรมก็ขยายตัวติดลบ 10.6% เป็นผลมาจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวได้ลดลง







