
การบริโภคปีหน้าฟื้นยาก
ตรวจจับชีพจรสัญญาณชีพภาคการบริโภคปีหน้าเริ่มแผ่วเบา โดยมีปัจจัยสำคัญที่บ่งชัดเจนว่าหากปัญหาการเมืองยังอึมครึมและลากยาวอย่างนี้
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
ตรวจจับชีพจรสัญญาณชีพภาคการบริโภคปีหน้าเริ่มแผ่วเบา โดยมีปัจจัยสำคัญที่บ่งชัดเจนว่าหากปัญหาการเมืองยังอึมครึมและลากยาวอย่างนี้ ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในอารมณ์จับจ่ายใช้สอย สะท้อนว่า “การบริโภคปีหน้าก็ทำท่าไม่ฟื้น”
แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประกอบด้วยเครื่องยนต์หลัก 4 ตัว คือ การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกสุทธิ โดยเฉพาะการบริโภคซึ่งมีน้ำหนัก 55% ของจีดีพี แม้จะมีความสัมพันธ์กับการส่งออกที่คาดว่าจะชะลอตามเศรษฐกิจโลก ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมาผลักดันกระตุ้นการบริโภคก็หยุดนิ่ง เนื่องจากรัฐบาลยังลูกผีลูกคน เพราะมีสุญญากาศทางการเมือง อย่างน้อยก็ลากยาวไปถึงไตรมาสแรกของปี 2557 และยิ่งหากลากยาวต่อไปยิ่งจะทำให้กระทบการบริโภคชะลอตัวลง
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยอมรับว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ไทยคงจะยังไม่มีมาตรการใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณาและตัดสินใจ หากสามารถเลือกตั้งได้ในวันที่ 2 ก.พ. คาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในเดือน มี.ค. 2557 หลังจากนั้นต้องมีการแถลงนโยบายการบริหารประเทศถึงจะทำงานได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาถึงเดือน เม.ย. 2557 รัฐบาลชุดใหม่จึงจะเริ่มทำงานได้ ซึ่งกินเวลาถึงช่วงไตรมาส 2 ของปีงบประมาณจึงจะทราบว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรออกมาบ้าง
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เป็นตัวหนึ่งที่สะท้อนทิศทางการจับจ่ายใช้สอยและอัตราเติบโตของภาคการบริโภคได้อย่างชัดเจน โดยข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน พ.ย. 2556 เท่ากับ 65 ลดลงจากเดือน ต.ค. ซึ่งอยู่ที่ 66.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานเท่ากับ 68.2 ลดลงจาก 69.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 91.8 ลดลง จาก 93.7
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการและเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 โดยปัจจัยลบต่อความเชื่อมั่น ได้แก่ ความกังวลจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต ซึ่งประชาชนมีความวิตกถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่เดือน พ.ย. เท่ากับ 100.5 ลดลงจาก 102.3 ในเดือน ต.ค. ดัชนีความเหมาะสมซื้อบ้านหลังใหม่เท่ากับ 66.9 ลดลงจาก 69 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวเท่ากับ 83 ลดลงจาก 86.1 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจ (SMEs) เท่ากับ 70.4 ลดลงจาก 72.6
กำลังซื้อประชาชนหด กังวล และระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่จะต้องจับจ่ายใช้สอย แต่บรรยายกาศกลับซบเซา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้บัตรเครดิตในกรุงเทพฯ จำนวน 500 คน เกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงท้ายปี 2556 พบว่าแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึงนี้อาจไม่คึกคักเท่าใดนัก เนื่องจากกว่า 69.6% ของผู้ถือบัตรเครดิตที่ตอบแบบสอบถามไม่มีแผนการใช้จ่ายเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ และ 1 ใน 4 ยังมีแนวโน้มชะลอการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2557 เพื่อลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและป้องกันการก่อหนี้เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจลึกลงไปพบว่ากลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตส่วนใหญ่มีความกังวลต่อปัญหาทางการเมืองในประเทศ แนวโน้มการเร่งขึ้นของค่าครองชีพและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งมีภาระหนี้จ่ายในระดับสูง ซึ่งคงมีผลกดดันความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าในช่วงท้ายปี 2556 ต่อเนื่องจนถึงปี 2557
ในขณะเดียวกันด้านภาระหนี้จ่ายต่อรายได้รายเดือนที่อยู่ในระดับสูง โดยผลการสำรวจพบว่า กลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตที่ตอบแบบสอบถามกว่า 46% มีหนี้สินหลายก้อน (นับรวมหนี้จากสินเชื่อก้อนอื่นๆ อาทิ สินเชื่อบ้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล) และมีภาระหนี้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในระดับสูงราว 38.8% ของรายได้รวม ซึ่งมากกว่าภาระหนี้จ่ายของครัวเรือนเฉลี่ยทั้งประเทศที่คำนวณโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อยู่ที่ 33.8% ต่อรายได้รายเดือน (ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 1/2556) อันสะท้อนว่า กลุ่มผู้มีหนี้หลายก้อนบางส่วน จึงเป็นการตอกย้ำว่า การบริโภคปีหน้าแผ่วเบาเนื่องภาระหนี้สินสูงขึ้น จากการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน และค่าครองชีพปรับตัวที่สูงแซงการเพิ่มรายได้
ด้านรายได้ก็โตไม่ทันไม่ทันรายจ่าย ซึ่งบริษัท เฮย์กรุ๊ป ระบุว่า ปีหน้าการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยทุกอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6% เทียบกับการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยของบริษัทไทยใน 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 57% ส่วนการจ่ายโบนัสสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2 เดือน โดยที่เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองปลายปีคงมีผลทำให้แต่ละบริษัทปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสลดจากเป้าหมายไม่มาก อาจมีผลเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบเหตุการณ์การเมืองโดยตรง เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวหรือธุรกิจการบิน
จากการประเมินแนวโน้มขึ้นเงินเดือนปีหน้าแยกรายอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ปรับขึ้นสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ 7.08% รองลงมา กลุ่มสาธารณูปโภค (พลังงาน ไฟฟ้า) 6.91% กลุ่มเคมีภัณฑ์ 6.64% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 6.41% และกลุ่มประกัน 6.1% ส่วนแนวโน้มการจ่ายโบนัสปีนี้ อุตสาหกรรมที่ครองอันดับจ่ายสูงสุด คือ กลุ่มสาธารณูปโภค 4.73 เดือน อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ 3.91 เดือน อุตสาหกรรมการผลิต 3.66 เดือน สินค้าอุปโภคบริโภค 3.32 เดือน และเคมีภัณฑ์ 3.23 เดือน
สำหรับผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนประจำปี 2556-2557 ของบริษัทการจัดการธุรกิจ และของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย โดยการวิเคราะห์การเพิ่มอัตราเงินเดือนจะคำนวณควบคู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยปีนี้คากว่าจีดีพีโต 3% ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า บริษัทต่างๆ ก็เติบโตเฉลี่ยลดลงเช่นกัน นั่นก็คือ ผลประกอบการส่วนใหญ่ คงตัวในระดับเดิม ไม่ได้เติบโตขึ้นมากนัก
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตัวเลขตัวนี้เป็นตัวเลขที่บอกถึงอัตราค่าครองชีพของคนไทยว่า ในปีที่ผ่านมานั้นสินค้าแพงขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากผลการคาดการของสำนักต่างๆ ก็ออกมาว่า ตัวเลขอัตราดัชนีราคาผู้บริโภคปลายปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 2.4% เท่านั้น ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า ของไม่ได้แพงขึ้นมากมายนัก
สำหรับอัตราการขึ้นเงินเดือนของปีที่ผ่านๆ มา จากผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย 3 ปีย้อนหลัง คือ 2554-2555 และ 2556 จะเห็นได้ว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.68 6.10 และ 6.49 ตามลำดับ แต่ถ้าเปรียบเทียบเป็นอัตราเงินเดือนที่แท้จริง คือการอัตราดัชนีราคาผู้บริโภคลบด้วยอัตราการขึ้นเงินเดือนของปีนั้นๆ ส่วนต่างที่ได้ก็คือ ที่ซึ่งตัดเอาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นออกไปเรียบร้อยแล้ว อัตราเพิ่มเงินเดือนที่พอให้ดำรงอยู่ได้ก็อยู่ที่ระดับ 5.1% นั่นหมายความว่าถ้าอัตราเงินเดือนปีหน้าเพิ่มไม่ถึง 5% ก็อยู่กันยากแล้ว และสำคัญปีหน้าหากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวหนักขึ้นจนกระทบการดำเนินงานบริษัทจะมีผลต่อการขึ้นเงินเดือนและโบนัส สิ่งที่ทำได้คือ “ทำใจ”







