
การพัฒนากำลังคน...เรื่องใหญ่ ปัจจัยหนุน "ไทย"สู่ Automotive Hub ชั้นนำภูมิภาคอาเซียน
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นสินค้าหลักสำคัญของไทยในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเฉลี่ย 8 แสนล้านบาทต่อปี มีการจ้างงานเฉพาะแรงงานระดับฝีมือมากกว่า 5 แสนคน ยังไม่นับรวมมูลค่าที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกมากมาย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นสินค้าหลักสำคัญของไทยในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเฉลี่ย 8 แสนล้านบาทต่อปี มีการจ้างงานเฉพาะแรงงานระดับฝีมือมากกว่า 5 แสนคน ยังไม่นับรวมมูลค่าที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกมากมาย
คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เคยวิเคราะห์ไว้ช่วงที่ผ่านมาว่า “ประเทศไทยมีโอกาสที่จะก้าวเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของโลก เพราะเวลานี้อินเดียเริ่มใช้รถยนต์มากขึ้น ยุโรปตะวันออกก็เริ่มใช้รถยนต์ ต่างจากในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่ประเทศเหล่านี้ไม่มีรถยนต์เลย แต่วันนี้รถยนต์เต็มถนน รถติด แล้วยังมีความต้องการซื้ออีกมาก เฉพาะจีนประเทศเดียว 1,400 ล้านคน ประชาชนร่ำรวยขึ้น กำลังซื้อรถยนต์จึงมีมหาศาล แล้วเมืองไทยยังได้เปรียบในเรื่องภาษี อุตสาหกรรมยานยนต์จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสของคนไทยในอนาคตอันใกล้”
สิ่งที่คุณธนินท์กล่าวไว้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของคนไทย แต่ชี้ให้เห็นความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือ การพัฒนากำลังคนให้ทันและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ซึ่งหากดูอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย จะพบว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากผลิตปีหนึ่งไม่กี่พันคัน มาปีนี้ (2556) ผลิตประมาณ 2.5 ล้านคัน จากปีที่แล้ว (2555) กำลังการผลิตอยู่ที่ 2.4 ล้านคัน โดยรวมกำลังการผลิตปีหนึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 67% จนขณะนี้ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของโลก จากเดิมที่อยู่อันดับ 13 หรือ 14 แล้วมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต
เรื่องของ “กำลังคน” จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้
ในอดีต ประเทศไทยมีกำลังคนอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ประมาณ 34 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกรประมาณ 5% หรือ 1.52 หมื่นคน ซึ่งภายหลังจากประเทศไทยก้าวสู่ AEC ในปี 2015 ในปี 2020 ตัวเลขการผลิตรถยนต์น่าจะขยับขึ้นอยู่ที่ 4.55 ล้านคัน
นั่นหมายความว่าบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้จะต้องเติบโตดับเบิลเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 8 แสนคน แล้วยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องในเรื่องของเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณคร่าวๆ ต้องใช้คนราว 5 แสนคน ความต้องการวิศวกรในสายการผลิตยานยนต์จะเพิ่มขึ้นอีก 5,000-6,000 คน ดังนั้นโอกาสเกิดวิกฤตด้านบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้จึงมีสูง เนื่องจากปัจจุบันวิศวกรในสายการผลิตรถยนต์ขาดแคลนอยู่มาก
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ในฐานะ Corporate University ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จึงมีแนวคิดพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมการผลิตยานยนต์ เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจัดว่าเป็นภาคธุรกิจที่มีความแข็งแรงและสร้างรายได้ให้กับประเทศมาเป็นลำดับต้นๆ
หลักสูตรวิศวกรรมการผลิตยานยนต์ของ PIM มีจุดแข็งที่โดดเด่นและแตกต่างจากหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ที่ตอนนี้ในประเทศไทยมีการเปิดสอนอยู่ทั้งหมด 8 แห่งในหลายด้าน เพราะ PIM มุ่งมั่นสร้างบัณฑิตที่มีองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและสามารถปฏิบัติงานได้จริง เพื่อสนับสนุนทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีความพร้อมด้านการผลิตยานยนต์ นำไปสู่การเป็น Automotive Hub ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ยกระดับและสร้างไทยเป็นฐานด้านการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อการขายและส่งออกในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญเพื่อไขประตูสู่ความสำเร็จในระดับสากลต่อไป หลักสูตรนี้จึงไม่เน้นการออกแบบมากนัก เพราะมองว่าการออกแบบต่างๆ ทั้งหลายของรถยนต์มาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ คนไทยมีส่วนร่วมในการออกแบบต่างๆ น้อยมาก แต่ว่าเราจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการวางแผน การควบคุมการผลิต การควบคุมคุณภาพ การทดสอบ การประกันคุณภาพต่างๆ ซึ่งตรงนี้เองจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของช่างเทคนิค ปวช. ปวส. รวมทั้งวิศวกร ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ จะเน้นเรื่องของการออกแบบ การผลิต
PIM มีความได้เปรียบในการผลิตบัณฑิตในหลักสูตรวิศวกรรมการผลิตยานยนต์ เนื่องจากสถาบันมีฐานของคณะวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยีอยู่เป็นทุนเดิม มีการสอนในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมอุตสาหการ เมื่อบวกความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมทางด้านยานยนต์เข้าไป ทำให้หลักสูตรวิศวกรรมการผลิตยานยนต์มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ PIM ยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมให้นักศึกษาของสถาบันเข้าไปเรียนรู้การทำงานจริงในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ว่า กระบวนการผลิตจะประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง แล้วสิ่งที่สำคัญคือ เรื่องของคุณภาพ ประสิทธิภาพ ต้นทุนต่างๆ เป็นอย่างไร
ในภาคทฤษฎี นักศึกษาจะได้เรียนตั้งแต่โครงสร้างของยานยนต์ประกอบด้วยอะไรบ้าง เครื่องยนต์ตั้งแต่ในสมัยอดีตที่ผ่านมา จนถึงเครื่องยนต์ในอนาคต เครื่องยนต์ไฮบริด เครื่องยนต์ไฟฟ้า มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร หลักการต่างๆ เป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องของชิ้นส่วนประกอบควรจะมีวัสดุอย่างไรบ้าง ความปลอดภัยของการสั่นสะเทือน เรื่องเสียงทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์
และด้วยการเรียนการสอนในหลักสูตรนี้เป็นแบบการเรียนรู้ควบคู่การทำงานจริง (Workbased Learning) คือ เรียนทฤษฎีในห้องครึ่งหนึ่งของเวลาเรียน อีกครึ่งไปทำงานในโรงงาน ในสถานประกอบการที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรกับสถาบัน ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการในค่ายสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ
และที่มากกว่านั้น นอกจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่ PIM เชิญมาเป็นผู้สอนแล้ว อาจารย์อีกส่วนหนึ่งยังเป็นมืออาชีพจากโลกธุรกิจ ที่จะมาช่วยต่อเติมเสริมความรู้ให้นักศึกษามีความรู้ที่หลากหลายและสามารถนำเรื่องราวจากทฤษฎีมาใช้ในการปฏิบัติงานจริง และนำความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงานจริงมาเทียบเคียงกับทฤษฎี สิ่งที่นักศึกษาได้สัมผัสไม่ว่าจะเป็นการเรียนจากผู้รู้จริง บรรยากาศในการทำงานจริงตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษากลุ่มนี้จึงมีทักษะในการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมีความพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา
ปีการศึกษา 2557 PIM เปิดรับนักศึกษาด้าน “วิศวกรรมการผลิตยานยนต์” รุ่นแรก ตรงนี้จึงถือเป็นโอกาสของนักศึกษาไทยที่จะเติบโตไปกับอุตสาหกรรมยานยนต์ธุรกิจที่ฉายแววสดใสตั้งแต่ปัจจุบันต่อเนื่องไปในอนาคต







