
ก๊าซเรือนกระจกรู้ไว้ก่อนเข้าปีใหม่
โดยเฉลี่ยถ้าหากอุณหภูมิโลกถูกทำให้ร้อนขึ้นอีกเพียง 2 องศาเซลเซียส...ระบบนิเวศของโลกทั้งใบจะเบี่ยงเบนไปหมด...อย่างที่มนุษย์จะอยู่ร่วมด้วยไม่ไหว...อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เลือดอุ่นทั่วไป ซึ่งปรับตัวได้ดีกว่ามนุษย์ก็ไม่อาจอยู่ได้!!
โดยเฉลี่ยถ้าหากอุณหภูมิโลกถูกทำให้ร้อนขึ้นอีกเพียง 2 องศาเซลเซียส...ระบบนิเวศของโลกทั้งใบจะเบี่ยงเบนไปหมด...อย่างที่มนุษย์จะอยู่ร่วมด้วยไม่ไหว...อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เลือดอุ่นทั่วไป ซึ่งปรับตัวได้ดีกว่ามนุษย์ก็ไม่อาจอยู่ได้!!
อุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ปากใบของพืชปิดตัว ทำให้กระบวนการสังเคราะห์แสงทำต่อได้ไม่ดี แปลว่า พืชก็จะไม่ค่อยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ผลที่ตามมา คือ พืชก็จะไม่คายออกซิเจนออกมา...ใครจะอยู่ได้ มีแต่แมลงกับสัตว์เลื้อยคลานเท่านั้นที่ปรับตัวได้เร็วกว่า
หากน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลกจากการละลายของภูเขาน้ำแข็งขั้วโลก แค่นี้ก็ทำให้ที่อยู่ที่ทำกินกว่า 2/3 ของมนุษย์ตามชายฝั่งหลักทั่วโลกอันตรธานไปแล้ว พื้นที่ที่ควรเพาะปลูกได้ก็แล้ง ที่ควรแห้งกลับเปียกแฉะ เพราะฝนฟ้าอากาศจะไม่เป็นไปดั่งที่โลกเคยรู้จัก...อ้อ...ไม่ใช่สิ...ที่มนุษย์เคยรู้จัก
มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่หากจะว่าไปแล้ว คือ ผู้ทำลายดุลยภาพของระบบนิเวศที่เลวร้ายที่สุด...โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมใน 150 ปีที่ผ่านมาโลกเคยมีอุณหภูมิที่เรียกได้ว่าสม่ำเสมอมาตลอด จนกระทั่งเราใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล ซึ่งถึงยังไงระบบสันดาปย่อมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซโอโซนออกมา โรงงานและเคมีภัณฑ์สารพัดอย่างของมนุษย์ทั้งที่ใช้ในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมก็เพิ่มก๊าซเรือนกระจกอีกมากมายออกมา ทั้งไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีในอุตสาหกรรมไนลอนและพลาสติก สารซีเอฟซีในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ น้ำยาดับเพลิง รวมทั้งสเปรย์กระป๋องทั้งหลาย อนุภาคของสารเหล่านี้พากันลอยขึ้นไปถูกเก็บกักไว้บนชั้นบรรยากาศของโลก...และเพราะก๊าซเหล่านี้มีคุณสมบัติดูดซับรังสีอินฟราเรดไว้สูง จึงก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกกักเก็บความร้อนของดวงอาทิตย์ที่พุ่งมายังโลกไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกสู่อวกาศ โลกเลยร้อนขึ้น...
...แต่ก๊าซเรือนกระจกอีกอย่าง ซึ่งมีศักยภาพทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์เสียอีก คือ มีเทน มาจากการสลายของซากพืช ซากสัตว์ และจากมูลปศุสัตว์ รวมทั้งจากการเผาไม้ เผาป่า เผาไร่ เผาหญ้า เพียงแต่กระบวนการเหล่านี้ คิดแล้วยังมีปริมาณปลดปล่อยน้อยกว่าที่ภาคขนส่ง และพลังงานปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาอย่างเทียบกันไม่ติด
ในประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล อาเซียน อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังพุ่งแรงจนแซงชาติอุตสาหกรรมเก่าไปแบบแทบไม่เห็นฝุ่นเมื่อเทียบกัน...หัวต่อหัว...ประชากรต่อประชากรวันนี้ชาติพัฒนาแล้ว จึงชี้นำว่า พวกพัฒนาใหม่เป็นพวกที่จะพาให้โลกทั้งใบเข้าสู่หายนะใน 2 องศาสุดท้าย คล้ายจะบอกว่าพวกแกทำให้น้ำท่วมจากคอถึงจมูก ส่วนชาติพัฒนาใหม่ก็บ่นว่า พวกอุตสาหกรรมเก่านั่นแหละที่ทำให้น้ำท่วมจากตาตุ่มมาถึงอก ส่วนตอนท่วมจากอกมาถึงคอนั้น ถือได้ว่าทำมาด้วยกัน
ในที่สุด นักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม ก็คำนวณถอยหลังว่า ถ้าจะไม่ให้เพิ่มอีก 2 องศาเซลเซียส ชาติไหนต้องรับแบกภาระการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเท่าไหร่...ไทยก็ต้องโดนด้วย เพียงแต่ยังไม่ชัดนักว่า...ถ้าเบี้ยวไม่ทำหรือทำแล้วไม่ได้ตามตกลง...บทแทรกแซงลงโทษจะคืออะไร แต่ที่แน่ๆ คือ ถูกตั้งแง่รังเกียจเหมือนคนจามบนรถเมล์ที่แออัด...ถ้าไม่เอาตัวเองลงจากรถก็จะถูกตั้งท่ารังเกียจจนทนแทบไม่ไหว มองหน้าใครก็ไม่ได้...เพื่อนฝูงจะผละหนีอีกต่างหาก
วันนี้ ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับ 24 ของโลก และยังปล่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 70% ของก๊าซเรือนกระจกจากไทย มาจากภาคขนส่งและพลังงาน การลดการปลดปล่อยนั้น อันที่จริงก็มีแผนและรายละเอียดพร้อมอยู่แล้ว ยิ่งรวมเข้ากับแผนลดโลกร้อนที่หน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งต่างคนต่างทำ ต่างเก็บข้อมูลมาผนวกเรียบร้อยให้ดีเสียแล้ว ไทยก็จะทั้งหยุดจาม และหยุดแอบนั่งอยู่เงียบๆ เพราะเมื่อมีข้อมูลจริงก็จะคิดบทสนทนา บอกกล่าวอะไรๆ ต่อโลกได้อีกเยอะแยะ
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำลังสรรหาผู้อำนวยการใหม่ ผมหวังใจว่า เราจะได้ผู้มีพลังในการสื่อสารสังคม สื่อสารเชิงนโยบายและสื่อสารระดับนานาชาติได้คล่องแคล่ว น่าฟัง มีพฤติกรรมการครองตนที่น่าศรัทธาเชื่อถือ จนใครๆ ก็มาร่วมทำด้วยหรือทำตามและเก็บสถิติ เอาข้อมูลมาส่งมอบให้องค์การฯ นี้ รวมเนื้อหา เพื่อคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงของทั้งประเทศได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าลงมือรวมข้อมูลให้ได้ผล สร้างแบบอย่างการใช้ชีวิตจนคนทำตามได้ จนเป็นความร่วมมือที่ดี ตั้งแต่วันนี้...วันหน้ายังมีเรื่องใหญ่ๆ อีกมากที่ไทยต้องทำ เพื่อช่วยภูมิภาคนี้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ด้วยวิถีชีวิตแบบพอเพียง ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ด้วยความรับผิดชอบทางสังคมต่อคนรุ่นถัดไป ด้วยความห่วงใยต่อชีวิตบั้นปลายของตนเอง เราต้องเร่งปรับพฤติกรรมประจำวันของเราด่วนขึ้นเรื่อยๆ
ปลุกตัวเองให้ตื่น...เหมือนกับที่สำนึกพลเมืองด้านการเมือง...ตื่นขึ้นครั้งใหม่...และไม่มีอะไรที่จะทำให้ดีขึ้นได้กว่าที่เป็นอยู่...นอกจากเคลื่อนด้วยปัญญาและสำนึกรับผิดชอบที่ดี







