ถล่มยิ่งลักษณ์ตั้งสภาโจ๊ก เกมซื้อเวลา-ขัดรธน.
พลันที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เสนอตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ จำนวน 11 คน ปรากฏว่าได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหนักว่าไม่ใช่เป็นแนวทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
พลันที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เสนอตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ จำนวน 11 คน ปรากฏว่าได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหนักว่าไม่ใช่เป็นแนวทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่เอาด้วยและมีความไม่ไว้วางใจรัฐบาล
“ต่อให้มีโมเดลดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับก็เป็นไปได้ยาก ส่วนตัวอยากให้มีตัวกลาง เช่น ภาคธุรกิจเข้ามาทำหน้าที่ประสานให้ทั้งสองฝ่ายสามารถคุยกันได้ โดย กปปส.เองต้องยอมลดลงมา ขณะที่รัฐบาลต้องยอมรับปัญหาก่อนว่ามีตรงจุดไหนบ้าง แล้วมาทำสัตยาบันร่วมกัน ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง เพราะจะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งมันเป็นไปได้ยาก” ไชยันต์ ระบุ
ขณะที่ กปปส.ได้ออกมาปฏิเสธแนวทางของนายกฯ ทันที เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงเป็นทางการว่า ไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และฉวยโอกาสโหนกระแส เพื่อรักษาอำนาจตัวเองไว้ ทั้งนี้ กปปส.มีข้อสังเกต คือ เป็นเพียงการตั้งชื่อไว้ให้หรู โดยมีคำว่าปฏิรูปแต่ไม่มีอำนาจกฎหมายเพราะทำหน้าที่เพียงเสนอคำแนะนำเท่านั้น
“ไม่ต่างสภาโจ๊ก สภาหุ่นเชิด และเมื่อสภาปฏิรูปไม่มีอำนาจ ก็ต้องพึงใบบุญนักการเมือง และเห็นได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และตระกูลชินวัตร ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งชัดเจนว่าตระกูลชินวัตร ต้องการเข้าไปก้าวก่ายในการทำงานของสภาปฏิรูป” ส่วนหนึ่งจากคำแถลงของเอกนัฏ
ในประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ของตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปนั้น คมสัน โพธิ์คง อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ขยายความระหว่างการปราศรัยบนเวที กปปส.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไว้อย่างน่าสนใจ
คมสัน ชี้ว่า คำแถลงของนายกฯ ที่มีการระบุว่า “เมื่อสภาปฏิรูปประเทศได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี” ถือว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะสร้างภาระผูกพันให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (2) (3) (4) ที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลรักษาการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจไปสร้างความผูกมัดให้กับรัฐบาลชุดใหม่
“เหนืออื่นใดรัฐบาลชุดนี้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรจะเข้ามาเป็นผู้ริเริ่มในการปฏิรูป โดยเฉพาะการเอาข้าราชการประจำที่มีสถานะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลมาดำเนินการ จึงทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่มีความจริงใจ” คมสัน กล่าว
นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมามองว่าแนวทางของนายกฯ ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะขาดความจริงใจ โดย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเป็นเพียงการทำเพื่อลดกระแสหรือไม่ และคำตอบสุดท้ายอำนาจผลักดันก็ยังกลับไปอยู่ที่คณะรัฐมนตรีและสภาซึ่งปัจจุบันขาดความน่าเชื่อถือ
“ใครจะเข้าร่วมด้วยผมก็ไม่มีสิทธิไปต่อว่าใครเพราะเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจดีซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นสภาปฏิรูปประเทศจะเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง เพราะเขาก็เสนอกรอบความคิดทำเท่าที่ทำได้ แต่สำหรับรัฐบาลจะกลับมาผลักดันในเรื่องเดิมหรือไม่ เช่นเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ผลักดันการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท การต่ออายุโครงการจำนำข้าวและดีไม่ดีอาจไปถึงแก้รัฐธรรมนูญ ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม” อภิสิทธิ์ กล่าว
ด้าน พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สว.สรรหา และอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.สส.) มองถึงการเข้ามาเป็นคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปของผู้นำเหล่าทัพว่า มองได้เป็น 2 มุม ได้แก่ 1.ในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง 2.การเข้ามาทำหน้าที่ตามปกติในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล
พล.อ.อ.วีรวิท วิเคราะห์ว่า ส่วนตัวให้น้ำหนักในมุมที่ 2 มากกว่า โดยคิดว่าการเข้ามาทำงานนี้ของกองทัพไม่ได้หมายความว่ากองทัพได้เลือกข้างใดข้างหนึ่งแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรกองทัพก็ต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมืองอยู่แล้วไม่ว่าจะต้องทำในรูปแบบไหนก็ตาม
“กองทัพมีกลไกที่เรียกว่าศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ที่มีหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศไทย ทำให้รัฐบาลอาจเห็นว่าหากมีผู้นำเหล่าทัพเข้ามาทำหน้าที่นี้จะช่วยสามารถกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาเป็นสภาปฏิรูปการเมืองผ่านกลไกของศูนย์ฯ ได้” อดีต รอง ผบ.สส.ให้ทัศนะ
สำหรับการดำเนินการของส่วนราชการต่อการทำให้แนวทางปฏิรูปการเมืองของนายกฯ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ธ.ค. นายกฯ จะลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าคณะกรรมการ 11 คน จะเริ่มประชุมกันได้ภายใน 2 สัปดาห์ และในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ม.ค. 2557 จะได้ตัวแทนสาขาอาชีพ 2,000 คน เพื่อเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปให้ได้ 499 คน ต่อไป







