
คลังตั้งแท่นปรับภาษียกแผง
เสนอปรับเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสศค.ชงจ่ายเงินคืนภาษีให้ผู้มีรายได้น้อย
เสนอปรับเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสศค.ชงจ่ายเงินคืนภาษีให้ผู้มีรายได้น้อย
คลังเตรียมตั้งแท่นปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ รับรัฐบาลใหม่
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ในปี 2557 ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามารับตำแหน่งในปีหน้า อย่างก็ตามการปรับโครงสร้างภาษีในช่วงที่ผ่านมามีการเน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% จึงเหลือการปรับโครงสร้างภาษีในด้านที่สร้างความเป็นธรรมกับสังคม และการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล ที่ต้องเสนอให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการต่อ
นายสมชัย กล่าวว่า ยังจะมีการเสนอการจ่ายคืนภาษีเพื่อช่วยคนจน เป็นการจ่ายเงินคืนให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรง โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่ต้องเสียภาษีต้องเข้ามายื่นแบบแสดงรายการเงินได้ แล้วรัฐบาลจะโอนเงินช่วยเหลือตามระดับความยากจน
“นโยบายนี้ทำเพื่อที่จะให้คนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น อย่างเช่นคนที่มีรายได้ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท หากยื่นเสียภาษี ส่วนที่ขาดไปรัฐบาลอาจจะจ่ายชดเชยให้ หรือใช้ตัวเลขจากเส้นแบ่งความยากจน ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำเป็นมาตรฐานกำหนดว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนควรจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งวิธีการนี้มีประเทศในยุโรปทำอยู่” นายสมชัย กล่าว
นอกจากนี้ จะปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม จะมีการเสนอเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นการเก็บภาษีจากทรัพย์สินครั้งแรกของประเทศ เป็นการเก็บภาษีของผู้ที่มีที่ดินมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นสำคัญ โดยจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้เก็บเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นและลดภาระของรัฐบาลกลาง ทำให้มีเงินไปใช้จ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น
นายสมชัย กล่าวว่า ในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อหารายได้ให้ประเทศ ต้องมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลใหม่ และยังต้องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มทั้งระบบให้สะท้อนหลักสุขภาพประชาชน ลดความฟุ่มเฟือย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ
สำหรับการเก็บภาษีเพิ่มรายได้ นอกจากการเพิ่มอัตราภาษีแล้วยังต้องปรับเพิ่มประสิทธิภาพของกรมภาษีต่างๆ โดยการพัฒนาระบบไอที ซึ่งมีการเชื่อมโยงของทั้ง 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบการเสียภาษีของภาคเอกชนในกลุ่มประเภทเดียวกันว่ามีความใกล้เคียงกันหรือไม่
นอกจากนี้ ในอนาคตผู้ประกอบการต้องมีการรายงานภาษีซื้อขายมาให้กรมสรรพากรทุกครั้ง เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีของผู้เสียภาษีได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำให้การเก็บภาษีมีการรั่วไหลน้อยลง รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น







