
พท.จัดปาร์ตี้ลิสต์ป้อง"ชินวัตร"
แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 แต่เส้นทางสู่จุดหมายปลายทางยังเต็มไปด้วยขวากหนาม เพราะหลังจากเปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. แต่ 34 พรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงสมัคร ยังไม่อาจฝ่าแนวต้านของมวลมหาประชาชนเข้าไปทำการสมัครจนเสร็จสิ้นกระบวนการได้
แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 แต่เส้นทางสู่จุดหมายปลายทางยังเต็มไปด้วยขวากหนาม เพราะหลังจากเปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. แต่ 34 พรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงสมัคร ยังไม่อาจฝ่าแนวต้านของมวลมหาประชาชนเข้าไปทำการสมัครจนเสร็จสิ้นกระบวนการได้
ระหว่างที่ต้องรอลุ้นว่ากระบวนการเลือกตั้งจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งประกาศตัวยืนยันเดินหน้า“เลือกตั้ง” ก่อน “ปฏิรูป” นั้น เวลานี้ได้ประกาศความพร้อมตระเตรียม “ขุนพล”ฝีมือดีลงสนามแบบเต็มทีมส่งสัญญาณเดินหน้าลุยการเมืองอีกยก พร้อมดึงสมาชิก 111 และ 109 เข้าเสริมทีมอุดจุดอ่อน
ส่องดูจากบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย 125 คน ที่ยังไม่อาจยื่นสมัครต่อ กกต.ได้สมบูรณ์นั้น จะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมลุยการเมืองยาวหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรก็ตาม ดังจะเห็นจากการวางตัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นลำดับแรกเตรียมพร้อมสำหรับเป็นนายกฯ สมัยที่สองเพื่อสานงานต่อ
แต่เพื่อความไม่ประมาทยังได้จัดวาง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ อีกหนึ่งคนในครอบครัวชินวัตรมาไว้ลำดับที่ 2 เป็นอะไหล่สำรอง กรณีเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงต้านจากมวลชนหรือผลจากคดีที่พัวพันมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แถมมีแผนสำรองเผื่อฉุกเฉินที่อาจดึงทั้ง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3 สุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล ลำดับที่ 4 ถือเป็นสายตรงที่ได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจให้ขึ้นมาทำหน้าที่ลุยงานต่อไปได้
ขณะที่อีกด้านหนึ่งได้พยายามลดกระแสต้านจาก “มวลมหาประชาชน” ด้วยการลดบทบาทคนในตระกูลชินวัตร ออกจากบัญชีรายชื่อ ไม่ให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น พายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเดิมอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 48 หรือ เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่รอบนี้ทั้งสองคนไม่มีชื่อติดอยู่ในบัญชีรายชื่อ
ทั้งหมดเพื่อรักษาสกุล “ชินวัตร” ให้อยู่ในการเมืองต่อไป เสมือนเป็นการสู้กับกระบวนการโค่นล้มทักษิณ
อย่างไรก็ตาม การกลับมาเป็นรัฐบาลเที่ยวนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทย หากสามารถยื้อดันไปจนมีการเลือกตั้งได้ ยิ่งในวันที่ประชาธิปัตย์ประกาศบอยคอตไม่ลงเลือกตั้งเที่ยวนี้ แต่งานใหญ่เวลานี้อยู่ที่การกู้ “คะแนนนิยม” ให้กลับมาโดยเร็ว หลังจากที่ค่อยๆดำดิ่งลงมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากต้องสะดุดกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ซ้ำเติมด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามติดด้วยการขาดทุนจาก “จำนำข้าว”
จุดอ่อนสำคัญที่ผ่านมาของ “เพื่อไทย” คือขาด “ขุนพล” ที่จะมาชี้แจงตอบโต้รายละเอียดการดำเนินการเรื่องต่างๆ จนถูกฝ่ายตรงข้ามรุมถล่มอยู่ฝ่ายเดียว ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อพลาดพลั้งแทนที่จะใช้การชี้แจงหักล้าง แต่กลับเสนอปิดอภิปราย ปิดทางตัดตอนฝ่ายตรงข้ามซึ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เที่ยวนี้พรรคเพื่อไทยจึงจัดวาง “มือกฎหมาย” ขึ้นมารับหน้าที่ชี้แจงประชาชน หรือตอบโต้ในสภา
ไล่มาตั้งแต่ ชัยเกษม นิติสิริ ลำดับที่ 5 พงศ์เทพ เทพกาญจนา ลำดับที่ 9 โภคิน พลกุล ลำดับที่ 11 นพดล ปัทมะ ลำดับที่ 14 ชูศักดิ์ ศิรินิล ลำดับที่ 22 คณิน บุญสุวรรณ ลำดับที่ 29 พนัส ทัศนียานนท์ ลำดับที่ 30 พิชิต ชื่นบาน ลำดับที่ 37 เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ลำดับที่ 41
ยิ่งกว่านั้นการจัดวางมือกฎหมายขึ้นมาในลำดับต้นๆ ของบัญชีรายชื่อรอบนี้ ยังเป็นการรองรับการเดินหน้ากระบวนการ “ปฏิรูป” ที่รัฐบาลเพื่อไทยพยายามดึงเข้ามาเป็นฝ่ายดำเนินการด้วยตัวเองมากกว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามข้อเสนอของ กปปส. ที่ต้องการหาคนกลางตั้ง “สภาประชาชน” เข้ามาจัดการ ดังนั้นจึงต้องมีมือไม้เข้ามาช่วยทำงานจำนวนมาก
อีกจุดที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “งานพื้นที่” ซึ่งรอบนี้พรรคเพื่อไทยพยายามอุดจุดอ่อนของตัวเองด้วยการหาคนมาเสริมทัพ ไล่มาตั้งแต่การดึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ลำดับที่ 13 มาดูแลพื้นที่ชายแดนภาคใต้ สมศักดิ์ เทพสุทิน ลำดับที่ 16 จากกลุ่มมัชฌิมา ที่จะมาเสริมพื้นที่ภาคกลางตอนบน คู่ขนานไปกับ วราเทพ รัตนากร ลำดับที่ 18 ขณะที่ ไชยา สะสมทรัพย์ ลำดับที่ 17 จะเป็นฐานกำลังในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง
รวมทั้งยังวางตัว “ผู้อาวุโส” เข้ามาพยุงเกมการเมือง ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ลำดับที่ 6 เสนาะ เทียนทอง ลำดับที่ 7 จาตุรนต์ ฉายแสง ลำดับที่ 39
อีกจุดที่น่าสนใจ คือ การปูนบำเหน็จให้กับคนที่มีผลงานดีเข้าตาชัดเจนที่สุด คือ รัฐมนตรีสายล่อฟ้า สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จากลำดับที่ 20 กระโดดขึ้นมาเป็นลำดับที่ 4 พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ลำดับที่ 38 จากเดิม 41 พิชิต ชื่นบาท จากลำดับที่ 53 ขยับมาเป็นลำดับที่ 37 หรือ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่กระโดดมานั่งในลำดับที่ 41
ตรงกันข้ามกับคนที่ผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์ที่ถูดดันไปเกือบตกบัญชีรายชื่อ ทั้ง สุชาติ ธาดาธำรงเวช จากลำดับที่ 10 หล่นมาอยู่ลำดับที่ 112 พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน จากลำดับที่ 16 มาอยู่ลำดับที่ 118 พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ จากลำดับที่ 17 มาอยู่ลำดับที่ 119
นอกจากนี้ ยังพยายามสลายรอยร้าวระหว่าง “เสื้อแดง” กับ “เพื่อไทย” ดังจะเห็นได้ว่าแกนนำเสื้อแดงแต่ละคนได้อยู่ในลำดับต้นๆ ของบัญชีรายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ลำดับที่ 19 จตุพร พรหมพันธ์ ลำดับที่ 20 วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ลำดับที่ 34 เหวง โตจิราการ ลำดับที่ 35 วิภูแถลง พัฒนภูมิไท ลำดับที่ 45 ก่อแก้ว พิกุลทอง ลำดับที่ 47 ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระยะปลอดภัยจากลำดับที่ 75 คน
ทว่าอีกมิติหนึ่งยังได้คืนสถานะให้กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ของเสื้อแดง ที่เดิมเคยได้ส่งภรรยามารักษาโควตาในบัญชีรายชื่อ อาทิ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ลำดับที่ 75 จากเดิมที่ภรรยา ระพิพรรณ ลำดับที่ 27 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ลำดับที่ 69 แทนอุดมรัตน์ ภรรยาเดิมลำดับที่ 66 อดิศรเพียงเกษ ลำดับที่ 40 แทน เยาวนิตย์ ภรรยา เดิมลำดับที่ 47
ส่องดูการจัดวางกำลังพลในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยรอบนี้ จึงน่าจะเป็นการเปิดเกมรุกทางการเมืองรอบใหม่ของพรรคเพื่อไทยในการรักษาระบอบทักษิณต่อไป หากสามารถฝ่ากระแสมวลมหาประชาชนเดินหน้าจัดการเลือกตั้งไปได้







