
ยกเครื่องแก้คอร์รัปชั่น
ฉบับที่แล้วได้นำบทความของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) มาลงไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยมีบทวิเคราะห์ที่เป็นความเห็นของ ดร.มานะ ว่ามีอยู่ 5 ประการ ได้แก่ การระบาดของคอร์รัปชั่นไปในทุกองค์การ มีการทำกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น การดำเนินการโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลขาดความโปร่งใส มีโครงการประชานิยมอย่างต่อเนื่อง มีระบบการเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผู้เขียนคงจะไม่บรรยายในรายละเอียดซ้ำอีก แต่ที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คือผลกระทบต่อประเทศไทย ภาพสะท้อน รวมไปถึงแง่ทางออกของประเทศ เนื่องจากเนื้อที่หมดพอดี ซึ่งก็ต้องมาต่อกันในคราวนี้
ฉบับที่แล้วได้นำบทความของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) มาลงไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยมีบทวิเคราะห์ที่เป็นความเห็นของ ดร.มานะ ว่ามีอยู่ 5 ประการ ได้แก่ การระบาดของคอร์รัปชั่นไปในทุกองค์การ มีการทำกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น การดำเนินการโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลขาดความโปร่งใส มีโครงการประชานิยมอย่างต่อเนื่อง มีระบบการเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผู้เขียนคงจะไม่บรรยายในรายละเอียดซ้ำอีก แต่ที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คือผลกระทบต่อประเทศไทย ภาพสะท้อน รวมไปถึงแง่ทางออกของประเทศ เนื่องจากเนื้อที่หมดพอดี ซึ่งก็ต้องมาต่อกันในคราวนี้
แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผู้เขียนขอเพิ่มเติมมุมมองของผู้เขียนเองอีกนิดว่า โดยที่การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของ Transparency International เพื่อจัดทำ CPI (Corruption Perception Index) นั้น เขาดูจากกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาลที่ผิดกฎหมายหรือผิดกฎระเบียบต่างๆ แต่มีการแอบซุ่มซ่อนทำกันหรือปฏิบัติบิดเบือนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และเรื่องเหล่านี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาจากความฉาวโฉ่ของโครงการ หรือจากการสืบสวนสอบสวน หรือจากคำพิพากษาของศาล รวมถึงคดีต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องด้วย อย่างเช่นที่ผ่านมาในอดีต ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจำคดี “Water Gate” ในสมัยประธานาธิบดี Nixon ของสหรัฐได้ เรียกว่าเป็นคดีฉาวโฉ่ที่รู้กันไปทั่วโลก จะปิดหรือบิดเบือนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนประธานาธิบดี Nixon ต้องออกจากตำแหน่งไป ประเทศไทยเองไม่ต้องดูย้อนหลังไปไกล เอาแค่ปีนี้ คดีฉาวโฉ่ที่ทราบกันไปทั่วก็คือ เรื่องการรับจำนำข้าว จะปิดหรือบิดเบือนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ถ้าเป็นต่างชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือญี่ปุ่นเขาคงลาออกไปแล้ว คดีอื่นๆ ก็มีเรื่องที่ยกตัวอย่างไว้ในครั้งที่แล้วว่า ซึ่งมีการทำกันอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงพักทั่วประเทศมูลค่า 540 ล้านบาท การใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แก้ปัญหาน้ำท่วม ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ Transparency International ได้ตามดู เก็บข้อมูลมาโดยตลอด และไม่ว่าภาครัฐจะปฏิเสธกันคอเป็นเอ็นอย่างไร “ตาวิเศษ” ก็เห็นนะ ประเทศไทยก็เลยหล่นแอ็กๆๆ มาเป็นลำดับ และนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งในมุมมองของผู้เขียน
คราวนี้ก็กลับมาเข้าผลกระทบและภาพสะท้อนความจริงของประเทศไทยที่ ดร.มานะ ได้เขียนไว้ ก็ขอหยิบยกมาให้อ่านกันเลยดังนี้
“ผลร้ายของคอร์รัปชั่นจะกระทบกับคนจนมากที่สุดและประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงจะไม่สามารถขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ และการถูกลดอันดับต่ำลงมาขนาดนี้ย่อมมีผลในทางลบต่อศักดิ์ศรีของคนไทยและประเทศไทยในสายตาชาวโลก ในทางเศรษฐกิจการเงิน ไทยอาจโดนลดเครดิตทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในปัญหาความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นกับภาระต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เหตุนี้อาจทำให้นักลงทุนเบนความสนใจในการลงทุนไปยังประเทศอื่นที่มีความโปร่งใสชัดเจนมากกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและต้นทุนสูงขึ้นจากการคอร์รัปชั่น ซึ่งจะทำให้ประเทศเสียโอกาสและเสียความสามารถในการแข่งขันในที่สุด และแน่นอนว่าการที่ประเทศไทยเสียความสามารถในการแข่งขันย่อมจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่ม AEC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาพสะท้อนความจริงของประเทศไทย
ผลการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาตินี้จึงเป็นการสะท้อนภาพความจริงให้เห็นว่า
1.วันนี้เรากำลังเผชิญกับความสูญเสียจากการคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่องและเลวร้ายลงทุกขณะ
2.พฤติกรรมคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร้ยางอาย และ
3.ขบวนการขุดคุ้ยและเปิดโปงของประชาชนและกลุ่มองค์กรต่างๆ เริ่มทำงานอย่างได้ผลและมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้จะไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้มากนักก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ ดร.มานะ มองทางออกเพื่ออนาคตไว้ว่า
“แม้ปัญหาคอร์รัปชั่นจะเลวร้ายลง แต่ยังมีโอกาสในการแก้ไข ขอเพียงคนไทยต้องลงมือต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยตนเอง เริ่มจากการไม่เป็นคนโกงและไม่ยอมให้โกง คนไทยต้องไม่ทนนิ่งเฉยหรือเอาแต่พร่ำบ่นกับปัญหาคอร์รัปชั่นที่พบเห็น แต่ต้องแสดงออกด้วยการต่อสู้ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่คอร์รัปชั่นทุกรูปแบบเช่นเดียวกับที่คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมแสดงพลังคัดค้านการออก พ.ร.บ.ล้างผิดคดีโกงของนักการเมืองที่เพิ่งผ่านไป” นั้น
ผู้เขียนเห็นว่า อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีคนไทยอีกกลุ่มที่อาจจะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ หรืออาจจะแกล้งเชื่อเพราะผลประโยชน์ จึงไม่สามารถปล่อยให้จิตสำนึกของบุคคลเหล่านั้นทำงานเองได้ แต่จะต้องมีกรอบให้ประพฤติปฏิบัติ มีกฎหมายและบทลงโทษที่รุนแรง มีตัวอย่างมากมายในจีนและสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีการลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต และหากเป็นไปได้ก็ควรมีการลงโทษนักธุรกิจผู้ให้ด้วย เช่นเดียวกับที่สหรัฐเพิ่งออกกฎหมายมาเมื่อไม่นานมานี้ เพราะในฐานะที่ผู้เขียนเป็นข้าราชการมานาน เชื่อว่าในโครงการใหญ่ๆ การริเริ่มหรือการเปิดเกมไม่ได้มาจากข้าราชการ แต่มาจากนักการเมืองที่ทำความตกลงกับนักธุรกิจเป็นการภายใน แล้วสั่งมาเป็นวาจา แต่คนที่รับเละ ไม่ใช่รับเงินเละนะ แต่รับทั้งคำด่าจากสังคมไปจนถึงรับโทษที่อาจจะมีก็คือข้าราชการ ถึงแม้จะมีบ้างที่ข้าราชการเลวๆ ชงขึ้นไปให้นักการเมือง แต่ก็น่าจะน้อย นี่พูดถึงเฉพาะโครงการใหญ่ๆ นะ
นอกจากนี้ การศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรจะต้องมีการปรับหรือยกเครื่องระบบการศึกษาขั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องของวิชาการ แต่เป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณด้วย สิ่งเหล่านี้ได้ขาดหายไปจากจิตใจ ความนึกคิดของคนไทยบางกลุ่มบางพวกนานแล้ว







