posttoday
2014 ยังเป็นปีของ"หุ้น"นักลงทุนรุมร้อม เล็งโกยกำไรต่อ

2014 ยังเป็นปีของ"หุ้น"นักลงทุนรุมร้อม เล็งโกยกำไรต่อ

25 ธันวาคม 2556

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ปรับตัวพุ่งแรงทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อย่างเหนือความคาดหมาย สำหรับดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) และดัชนีแนสแด็ก หรือแม้กระทั่งดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น และดัชนีฟุตซี ยูโร เฟิร์ส 300 ของยุโรป จนนักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจยกให้ปี 2013 นี้ เป็นปีทองของตลาดหุ้นโลกอย่างแท้จริง

ล่าสุด เปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค. ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ไต่ระดับขึ้นอีก 0.5% ทุบสถิติสูงสุดรอบใหม่ ส่วนดัชนีแนสแด็กโดดขึ้นมากกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ธ.ค. ปรับตัวผ่านระดับ 16,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ก่อนปิดตลาดในวันเดียวกันลดลงมาอยู่ที่ 15,889.33 จุด ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน โดยดัชนียูโร สต็อกซ์ 50 ของกลุ่มยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ข้อมูลจากอีพีเอฟอาร์ โกลบอล ระบุว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นยุโรปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้น โดยเฉพาะสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้ เพราะแนวโน้มการฟื้นตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในทิศทางบวก ทั้งอัตราการว่างงานที่แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 7% การเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 3 ที่แรงเหนือความคาดหมายที่ 4.1% และเสริมด้วยความเห็นจาก คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่แสดงความเห็นว่าไอเอ็มเอฟน่าจะปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ หลังรัฐบาลสามารถแก้ไขเรื่องปัญหางบประมาณ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สามารถเดินหน้าชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก

นักวิเคราะห์ตลาดทุนหลายสำนักระบุว่า แนวโน้มทางบวกของตลาดหุ้นสหรัฐ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกยังส่งไปถึงตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดในประเทศเสาหลักเศรษฐกิจอย่าง ญี่ปุ่นและยุโรปที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและเศรษฐกิจถดถอยบ้างแล้วเช่นกัน โดยเป็นบรรยากาศที่ทำให้นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนมากขึ้น

เรียกได้ว่า เมื่อมองในภาพรวมตลอดทั้งปี 2556 ที่กำลังจะหมดไป อาจกล่าวได้ว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของนักลงทุนในตลาดหุ้นอย่างแท้จริง เห็นได้จากอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (ค่า พี/อี) อย่างของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่เมื่อตอนต้นปีอยู่ที่ 13.5 หรือหมายถึงนักลงทุนจะได้เงินคืน 13.50 เหรียญสหรัฐต่อการลงทุนทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐ ในตลาดเอสแอนด์พี 500 โดยปัจจุบันค่าดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 16.7 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสถิติเดิมที่บันทึกได้เมื่อในปี 2554 ซึ่งมีค่าพี/อีที่ประมาณ 14.5

กระนั้น สถานการณ์ที่สดใสสวยงามข้างต้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันว่าตลาดหุ้นในปี 2014 จะปรับตัวขึ้นพุ่งแรงเหมือนในปี 2013 โดยนักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์การลงทุนหลายสำนักเห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นในปีหน้าไม่น่าจะมีพุ่งพรวดให้เห็นแบบปีนี้แน่ พร้อมคาดการณ์ว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 ในปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวอยู่ระหว่าง 1,850–1,900 จุด หรือเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 24%

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ อธิบายว่า แม้ตลาดหุ้นจะเติบโตได้ดีในปี 2014 แต่มีโอกาสถึง 67% ที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบันราว 10% หรืออาจมากกว่า โดยเป็นผลจากการปรับฐานของตลาดหลังหมดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และผลประกอบการของบรรดาบริษัทเอกชนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่รายได้จะมาจากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้น

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นจาก ริชาร์ด เมดิแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนจากเจ.พี. มอร์แกน ไพรเวท แบงก์ที่เตือนนักลงทุนว่าไม่ควรผลีผลามวู่วามรีบทุ่มลงทุนในตลาดหุ้นเพราะคาดหวังว่าตลาดจะพุ่งแรงโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจเจ็บตัวได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม ทั้งโกลด์แมน แซคส์ และเจ.พี. มอร์แกน ไพรเวท แบงก์สรุปตรงกันว่า แม้ปี 2014 จะไม่ใช่ปีทองของตลาดหุ้น แต่ก็ถือเป็นปีที่ดีที่มีการซื้อขายทำรายได้ให้กับนักลงทุนได้ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตร ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เช่นทองคำ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ใน 3 ตลาดที่เอ่ยมาทั้งหมดข้างต้นนั้น ในปี 2014 ไม่มีตลาดไหนเลยที่จะมีแนวโน้มหรือวี่แววให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้น

ทีมข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ถ้าปี 2013 นี้เป็นปีสุดหินของนักลงทุนในตลาดพันธบัตร นักลงทุนในตลาดทองคำคือปีที่เสมือนถูกชกใต้เข็มขัดจนพูดไม่ออก เนื่องจากราคาทองคำตั้งแต่ต้นปี 2013 จนถึงขณะนี้ปรับตัวลดลงแล้วถึง 28% และยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 ที่ราคาทองคำลดลง

นักวิเคราะห์จากบาร์คเลย์ส แคปปิตอล คาดการณ์ว่าปี 2014 จะเป็นปีที่ไม่สวยนักสำหรับตลาดทองคำ เพราะนักลงทุนคลายความวิตกเรื่องภาวะเงินเฟ้อ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อย่างชัดเจน โดยบาร์คเลย์ส แคปิตอลคาดว่าราคาทองคำน่าจะปรับตัวลดลงแตะระดับ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2014

ในส่วนของตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำจะยังคงมีอยู่ แต่ผลตอบแทนจากตลาดดังกล่าวเฉลี่ยแล้วจะมีน้อยกว่า 0.1%

นอกเหนือจากตลาดหุ้นในสหรัฐแล้ว ตลาดหุ้นหลักๆ ในบางประเทศ เช่น ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็มีแนวโน้มทางบวกที่ไม่อาจละสายตาได้เช่นกัน แม้ในปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นเหล่านี้จะไม่ได้มีความเคลื่อนไหวดีเทียบเท่ากับตลาดหุ้นในสหรัฐก็ตาม

นักกลยุทธ์การตลาดหลายสำนักต่างเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นยุโรปในปี 2014 น่าจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากสหภาพยุโรป (อียู) กำลังก้าวออกจากภาวะถดถอยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวแล้วอย่างช้าๆ ในปี 2013 ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศสมาชิกอียูส่วนใหญ่ก็เริ่มบรรเทาเบาบางลง

ด้านตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นมาแล้วเช่นกัน โดยในปี 2013 หลังรัฐบาลนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประกาศนโยบายอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัชนีนิกเกอิ 225 ก็ปรับตัวพุ่งแรงจากระดับต้นปีถึง 53% และสำหรับในปี 2014 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าจะยังดำเนินต่อไปได้ในปี 2014 แน่นอน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทิศทางตลาดหุ้นในปี 2014 จะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดแก่นักลงทุนเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดอื่นๆ แม้ว่าความแรงในปีหน้านี้ จะไม่อาจเทียบชั้นทำสถิติพุ่งสูงสุดรอบใหม่เหมือนอย่างปี 2013 ก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท