
เลือกตั้งเดือด
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ภาพบรรยากาศของความวุ่นวายในระหว่างรับสมัครเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เนื่องจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ประกาศจองกฐินล้มการเลือกตั้งเต็มรูปแบบอยู่แล้ว
แม้ว่าสถานการณ์จะปั่นป่วน แต่สุดท้ายก็ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปสมัครต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทยญี่ปุ่น) ดินแดง จำนวนทั้งสิ้น 9 พรรค และมีพรรคที่แสดงเจตจำนงต่อ กกต.ว่าจะสมัครจำนวน 26 พรรค
แต่ถึงกระนั้นขั้นตอนการสมัคร สส.บัญชีรายชื่อยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายถึง2 ฉบับ ได้แก่ 1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 และ 2.ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2554
กฎหมายทั้งสองฉบับกำหนดให้การสมัคร สส.บัญชีรายชื่อจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองได้มีการจับสลากหมายเลขหาเสียงแล้ว แต่ปรากฏว่าขั้นตอนเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.เกิดการติดขัดตรงที่ กกต.ไม่สามารถออกใบรับรองการสมัครของพรรคการเมืองได้ เพราะมีความไม่สะดวกในการตรวจสอบคุณสมบัติของพรรคการเมือง
หัวใจของการสมัคร สส.บัญชีรายชื่ออยู่ที่การได้เบอร์ผู้สมัคร เพราะพรรคการเมืองจะต้องเอาเบอร์ที่ได้นี้ไปใช้สำหรับการสมัคร สส.ระบบเขตเลือกตั้งด้วย
หมายความว่าถ้าพรรคการเมืองไม่ได้เบอร์ สส.บัญชีรายชื่อจะมีผลให้บุคคลจะไม่สามารถสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ครั้น กกต.จะเปลี่ยนสถานที่รับสมัครก็จะต้องเจอกับข้อยุ่งยากทางกฎหมายอีก กล่าวคือเมื่อ กกต.ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.ฯ ออกประกาศ กกต.และระบุไว้ว่าให้พรรคการเมืองยื่นสมัคร สส.บัญชีรายชื่อที่ “อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทยญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร”
เท่ากับว่าถ้า กกต.จะเปลี่ยนสถานที่รับสมัครและให้พรรคการเมืองมาจับสลากเบอร์สมัคร สส.ต้องมีการแก้ไขประกาศดังกล่าวด้วยการใช้มติของ กกต.และต้องประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา หาก กกต.ไปทำโดยพลการอาจเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องว่า กกต.จัดการเลือกตั้งมิชอบด้วยกฎหมายได้
ด้าน กปปส.ก็ทราบถึงข้อกฎหมายตรงนี้ จึงได้ประกาศออกมาว่าจะล้อมอาคารกีฬาเวสน์ 2 เอาไว้ เพื่อไม่ให้มีการรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เพราะหาก กปปส.จะสามารถยับยั้งไม่ให้มีการสมัคร สส.บัญชีรายชื่อไปจนถึงวันที่ 27 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันสมัครวันสุดท้ายที่ กกต.ประกาศเอาไว้ ย่อมมีผลให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 เกิดขึ้นได้ลำบาก
ปัญหาตรงนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ยอมรับว่า “เบื้องต้นยืนยันว่า กกต.จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อเปิดรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยจะประเมินสถานการณ์กันแบบวันต่อวัน แต่หากสุดท้ายไม่สามารถสมัคร สส.บัญชีรายชื่อได้ตามกำหนดจริง ทาง กกต.ก็จะทำเรื่องปรึกษาไปที่รัฐบาลอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ต่อให้รับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อได้สมบูรณ์ถึงขั้นมีเบอร์ให้กับพรรคการเมืองเพื่อเอาไปสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งในระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.1 ม.ค. 2557 ได้จริงก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกอยู่ดี
อย่าลืมว่า กปปส.เองก็ได้เตรียมสรรพกำลังเอาไว้ทุกรูปแบบเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์
การสมัคร สส.ระบบเขตเลือกตั้งมีข้อปฏิบัติสำคัญตรงที่ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2554 ข้อ 84 กำหนดว่า ผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองจะต้องมาสมัครต่อ กกต.จังหวัดด้วยตัวเอง ไม่สามารถส่งตัวแทนเข้ามาสมัครได้เหมือนกับการสมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ
เมื่อข้อกฎหมายเป็นเช่นนี้ ย่อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในการยับยั้งไม่ให้มีใครมาสมัคร สส.ได้อย่างมีพลังมากขึ้น เพราะในอนาคตถ้าถึงวันสิ้นสุดการรับสมัครโดยไม่มีผู้สมัครในพื้นที่ย่อมจะเป็นเหตุให้ กกต.โยนเรื่องไปให้รัฐบาลตัดสินใจเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้
หรือหากที่สุดแล้วไม่ว่าในพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์จะมีผู้สมัครเพียงคนเดียวในแต่ละพื้นที่ หรือไม่ก็ใช่ว่าการเลือกตั้งจะราบรื่นทั้งในทางปฏิบัติและในทางกฎหมาย
ในทางปฏิบัติแน่นอนว่าผู้สมัครจะหาเสียงด้วยความยากลำบาก เพราะจะเจอกับกระแสต่อต้าน หลังจาก กปปส.ได้ลุยตั้ง “กปปส.จังหวัด” ขึ้นมาแล้วในจำนวนไม่น้อยตามที่บรรดาแกนนำ กปปส.ทั้งหลายได้ประกาศที่ราชดำเนินหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระมาก่อนหน้านี้
ในทางกฎหมาย ถ้าพื้นที่มีผู้สมัคร สส.เพียงคนเดียวจะต้องสู้กับ “กฎ 20%” เนื่องจากพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สส.ฯ บัญญัติว่าในพื้นที่ใดมีผู้สมัครเพียงพรรคเดียวจะต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่า 20% ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในพื้นที่นั้นถึงจะได้เป็น สส.อย่างสมบูรณ์
หากสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับภาคใต้หรือกรุงเทพมหานครเพียง 25 เขต จากทั้งหมด 84 เขตรวมกัน (กทม. 33 คน ภาคใต้ 53 คน) จะมีผลให้เกิดภาวะสุญญากาศของฝ่ายนิติบัญญัติครั้งใหญ่ขึ้นมาทันที
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเพื่อเลือกประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรีจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมี สส.อย่างน้อย 95% หรือ 475 คนจากทั้งหมด 500 คน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด
จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ถนนสู่วันที่ 2 ก.พ. 2557 ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคและความตึงเครียดต่อไป ตราบใดที่การเมืองยังไม่มีทางออกอยู่แบบนี้







