posttoday
สื่อนอกชี้การเมืองไทยอันตรายโศกนาฏกรรมทำลายประเทศ

สื่อนอกชี้การเมืองไทยอันตรายโศกนาฏกรรมทำลายประเทศ

24 ธันวาคม 2556

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ถือเป็นบรรยากาศส่งท้ายปลายปีที่สวนทางกับสภาพอุณหภูมิภายในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะขณะที่อากาศกำลังเย็นสบายจนจัดอยู่ในขั้นหนาวสำหรับใครหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับระอุคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ รอวันปะทุเข้าไปทุกที จนสื่อต่างชาติทั่วโลกไม่อาจละสายตาจากการเมืองไทยที่ร้อนแรงแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ครั้งนี้

สื่อหลายสำนักยอมรับว่า การเดินชุมนุมประท้วงของกลุ่มมวลชนขับไล่รัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี สามารถระดมจำนวนคนได้ล้นหลามเหนือความคาดหมาย ชนิดที่ทำให้เส้นทางสัญจรหลักและศูนย์กลางธุรกิจ หรือแหล่งช็อปปิ้งทั่วกรุงเทพฯ เป็นอัมพาตได้ในพริบตา

ขณะเดียวกันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยในขณะนี้คงไม่อาจยุติลงได้อย่างราบรื่นง่ายดาย เพียงแค่การที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งรอบใหม่ในวันที่ 2 ก.พ.ปีหน้าแน่นอน

แต่ไม่ว่าทางออกของปัญหาแตกแยกทางการเมืองไทยในปัจจุบันจะเป็นเช่นใด สิ่งหนึ่งที่สื่อนอกและนักวิเคราะห์ต่างชาติเห็นตรงกันก็คือ เหตุการณ์ในขณะนี้ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นกับไทย ประเทศที่มีความเป็นมิตรกับทุกชาติ มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี และมีความพร้อมที่จะพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าไปได้อีกไกล กระทั่งทำให้ไม่อาจมองเห็นทิศทางข้างหน้าของไทย

อาจเรียกได้ว่าเพราะปัจจัยทางการเมืองเพียงประการเดียว ส่งผลให้ไทยมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะต้องเผชิญชะตากรรมยากลำบาก ที่อาจถือเป็นโศกนาฏกรรมสุดสลดบทใหญ่อีกบทหนึ่งของประเทศ

โธมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า นอกจากการเลือกตั้งจะไม่ใช่ทางออกที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะทำใจยอมรับได้ตรงกันแล้ว กำหนดการเลือกตั้งยังเป็นเสมือนดัชนีชี้วัดความแตกแยกที่หยั่งรากร้าวลึกภายในสังคมจนยากเกินจะเยียวยา และน่าหวาดหวั่นว่าอาจบานปลายลุกลามกลายเป็นความรุนแรงที่ประชาชนซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนคนละฝั่งจะมาห้ำหั่นกันเอง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้การแบ่งแยกตามแนวคิดความเชื่อทางการเมืองในไทยจะชัดเจนมากขึ้น และมีลักษณะคล้ายคลึงกับในสหรัฐซึ่งมีการแบ่งแยกตามแนวคิดทางการเมืองเป็นรัฐสีแดงและรัฐสีฟ้าเช่นกัน แต่เมื่อฝ่ายที่สนับสนุนว่าการเลือกตั้งคือทางออกกับฝ่ายที่เห็นว่าต้องมีการปฏิรูปการเมืองประเทศก่อนการเลือกตั้งเสียก่อน ต่างยืนกรานดึงดันที่จะทำตามแนวทางที่ตนเองเชื่อให้สุดทาง ปัญหาของไทยในปัจจุบันจึงถือเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ไปโดยปริยาย

ความเห็นข้างต้นของฟูลเลอร์ สอดคล้องกับรายงานข่าวจาก เจมส์ ฮุกอเวย์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ประจำประเทศไทย ผู้ติดตามข่าวการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบุว่า ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลขณะนี้กล่าวย้ำเสมอว่าอีกฝ่ายรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการเมืองและการเอารัดเอาเปรียบของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย และพี่ชายร่วมสายเลือดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จนทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นหุ่นเชิดของพี่ชาย ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ออกมายืนกรานว่า ข้อเรียกร้องให้จัดตั้งคนดีมาบริหารประเทศถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยของไทย และเป็นการดูหมิ่นมองข้ามสิทธิเสรีภาพของฝ่ายตน

ฮุกอเวย์ สรุปว่า ความแตกแยกในตอนนี้กำลังทำให้สังคมไทยขาดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน จนมองไม่เห็นหนทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างสงบได้ โดยผู้สื่อข่าวจากวอลสตรีท เจอร์นัล ได้อ้างความเห็นของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตของญี่ปุ่น ที่กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาทิศทางความเคลื่อนไหวของแต่ละฝั่ง ทำให้จำเป็นต้องติดตามต่อไปว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สายนี้จะออกมาเช่นไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ไทยอาจไม่จบลงอย่างสวยงาม เมื่อท่าทีของฝ่ายหนึ่งยังปราศจากการประนีประนอม

ด้าน โจนาธาน กราเวเนอร์ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า แม้ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยดูจะมีแนวโน้มยืดเยื้อแน่แล้ว แต่ระยะเวลากว่า 1 เดือน ของความพยายามโค่นล้มรัฐบาลกำลังแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งและความสามารถในการจัดระเบียบกำหนดแนวทางการประท้วงต่อต้านของฝ่ายผู้ชุมนุมได้อย่างชัดเจน จนสามารถเชื่อได้อย่างหนึ่งว่าต่อให้ทางออกของไทยจะเป็นเรื่องที่ยากจะคาดการณ์ กระนั้น การประกาศชัดเจนว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ชนิดสุดความสามารถก็เป็นเจตนารมณ์แน่วแน่ที่ไม่อาจมองข้ามว่าจะไม่เกิดขึ้นจริงได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม กราเวเนอร์ ซึ่งติดตามรายงานข่าวชนิดเกาะติดจากภาคสนามกลับอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า แม้ผู้ชุมนุมจะแสดงพลังอย่างแข็งแกร่ง แต่รัฐบาลไทยขณะนี้กำลังตั้งใจฟังกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างจริงจัง แน่นอนแล้วหรือไม่

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักแสดงความสนับสนุนข้อสังเกตของกราเวเนอร์ว่า การได้ยินแต่ไม่ได้ฟังอาจถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยังคงไร้วี่แววทางออกใดๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงและเป็นหายนะร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่งยวด

จัสตินา ลี ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเศรษฐกิจบลูมเบิร์ก รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงปลายเดือน ต.ค. ค่าเงินบาทปรับตัวร่วงลงอ่อนค่าลงแล้ว 4.6% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงแล้ว 9.1% โดย โคโซะ ฮาเซกาวะ นักค้าในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากสุโตโม มิตซุอิ แบงก์กิ้ง คอร์ป ประจำกรุงเทพฯ ระบุชัดว่า นักลงทุนจะไม่ซื้อเงินบาทแน่หากว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังคงวุ่นวายเช่นนี้ต่อไป

นอกจากนี้ แอนโธนี แลม นักวิเคราะห์จากเครดิต อะกริโกล ซีไอบี ประจำฮ่องกง เขียนแสดงความเห็นในรายงานเพิ่มเติมว่า การที่นักลงทุนเริ่มกังขาว่าการเลือกตั้งอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ทำให้ยุติการประท้วงบนท้องถนนในไทย จะส่งผลให้ค่าเงินบาทในตลาดตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักหน่วงและผันผวนต่อไป โดยเฉพาะ เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามากดดันร่วมด้วย จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนลง

ยังไม่นับรวมการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มจะลดลงอีก โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยขยายตัวที่ 2.7% ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในรอบปี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตาทั้งๆ ที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทอม เพลท นักหนังสือพิมพ์ชาวสหรัฐและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโลโยลา แมรีเมาท์ สรุปความเห็นผ่านเว็บไซต์คาลีจ ไทมส์ ว่า ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองที่บานปลายกลายเป็นความบาดหมางร้าวลึกครั้งนี้ ได้เปลี่ยนโฉมงามอย่างประเทศไทย ซึ่งมีทั้งความพร้อมและศักยภาพในการขยายตัวเติบโตทัดเทียมนานาประเทศ เป็นอสูรน่าหวาดผวาที่ใครต่อใครต่างหลีกหนี

เป็นโศกนาฏกรรมแสนเศร้าที่ไม่ควรจะต้องเกิด แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นไปในทิศทางใด ประเทศไทยมีแต่ต้องพร้อมน้อมรับเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์