นักวิชาการแดงปกป้องเลือกตั้งปลุกคนสู้ถ้าสุเทพชนะ
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย จัดงาน “คนเท่ากัน เดินหน้าเลือกตั้ง ร่วมกันปฏิรูป” โดยรวบรวมนักวิชาการที่คัดค้านแนวทางการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ร่วมแสดงความคิดเห็น
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย จัดงาน “คนเท่ากัน เดินหน้าเลือกตั้ง ร่วมกันปฏิรูป” โดยรวบรวมนักวิชาการที่คัดค้านแนวทางการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ร่วมแสดงความคิดเห็น
เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การเร่งออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้แต่ขบวนการเคลื่อนไหวเองไม่ได้หยุดแค่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าไปสู่เรื่องปฏิรูป เพื่อทำสิ่งที่ปกติแล้วเป็นไปไม่ได้ทางการเมืองและทางกฎหมาย ให้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบังคับให้คนไทยทั้งประเทศต้องทำตาม
เกษียร กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามอธิบายว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ ไม่สามารถใช้กฎหมายปกติได้ จึงต้องยกอำนาจเด็ดขาดให้ กปปส. โดยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้ถูกตรวจสอบ ถ่วงดุลโดยใครเลย เพื่อตั้งสภาประชาชน หากคิดว่าเป็นการปฏิวัติประชาชน ก็สามารถใช้อำนาจพิเศษทำอะไร ก็ได้ แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นสงครามกลางเมืองที่แบ่งฝ่าย ก็ทำแบบนั้นไม่ได้
เกษียร กล่าวอีกว่า มีทางเดียวคือไปเลือกตั้ง ให้สามารถออกจากความขัดแย้งได้ เพราะตราบใดที่อยู่ใต้กติกาเดียวกัน สามารถหาทางออกได้ แต่ถ้าหาทางออกโดยไม่เห็นคนไทยที่อยู่รอบประเทศ สุดท้ายก็จะไม่มีบ้านเมืองให้อยู่ การชุมนุมขณะนี้ไม่ได้ทำการปฏิวัติประชาชนในที่ว่างเปล่า แต่กำลังจะผลักให้คนไทยไปสู่จุดการฆ่าฟันกันอีก
“มวลมหาประชาชนคือการเคลื่อนไหวในสังคมทุนนิยม เป็นการนำไปสู่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จของเสียงข้างน้อย รัฐประหารปี 2549 นำไปสู่การนองเลือดในปี 2553 สิ่งที่ทำขณะนี้ไม่ต่างจากรัฐประหารโดยอาศัยมวลชน เราไม่รู้เลยว่าประเทศจะนำไปสู่การสูญเสียขนาดไหน ไม่มีใครปฏิเสธการปฏิรูป แต่ต้องทำด้วยกัน ไม่มีใครได้เต็มร้อย ที่เดียวที่จะได้เต็มร้อยคือ ที่ที่ฝ่ายตรงข้ามคุณตายหมด ประเทศนี้เป็นของคุณ เท่ากับที่เป็นของเราทุกคน เราจะไม่ไปไหน เราจะปกป้องประชาธิปไตยต่อไป ต่อให้เราแพ้ครั้งนี้ คุณก็ต้องเจอเราอยู่ดี” เกษียร กล่าว
เกษียร กล่าวอีกว่า ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ประชาชนต้องสู้ต่อไป ไม่ว่าจะครึ่งปี หนึ่งปี หรืออีก 10 ปี อย่าให้ใครมาเอาอำนาจไป แต่ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้มีคนไทยต้องตายแม้แต่สักคนเดียว
ขณะที่ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามกับ กปปส.ว่าเพราะเหตุใดจะต้องปฏิรูปตามแนวทางที่ กปปส.กำหนด ด้วยการพยายามทำให้ประเทศไร้ทางออก และทำให้เกิดสุญญากาศต่อไป
“บัดนี้มีคนกังวลว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะเกิด หรือไม่ เนื่องจากนักการเมืองฝ่ายค้านพรรคใหญ่ที่สุด ลงมติแล้วว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยทำมาแล้วสองครั้ง คือ ปี 2495 และ 2549 วันนี้ไม่ลงเลือกตั้งอีก พรรคนี้อาจจะคิดว่าระบบที่เป็นอยู่ไม่สามารถอยู่กันได้ แต่กลับไม่ถามว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร” วรเจตน์ กล่าว
วรเจตน์ กล่าวอีกว่า การบอยคอตเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าบอกว่าการเลือกตั้งโกง ถามว่าต้องชนะเท่านั้นหรือการเลือกตั้งจึงจะบริสุทธิ์ คนที่ไม่รักในประชาธิปไตย ต่อให้เอาท้าวมาลีวราชมาจัดการเลือกตั้ง ก็จะยังบอกว่าไม่บริสุทธิ์อยู่ดี และหากจะบอกว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรม เพราะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่จะให้ใครมาบอกว่าไม่ชอบธรรม สิ่งที่ต้องทำคือรณรงค์ให้ประชาชนเห็นเพื่อให้คนไม่เลือกพรรครัฐบาล วิธีขับไล่รัฐบาลคือ ไปเลือกพรรคที่ชอบเท่านั้น
วรเจตน์ กล่าวว่า ขณะนี้คนบางจำพวกกำลังประดิษฐ์กะลารูปขวานเพื่อใช้ครอบประเทศ ถ้าทำสำเร็จ เมื่อมองจากอวกาศลงมา จะพบว่าประเทศต่างๆ มีแม่น้ำ ภูเขา ธรรมชาติ แต่มีประเทศหนึ่งซึ่งถูกครอบด้วยกะลา จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ในกะลา ต้องลุกมาบอกว่าคนเหมือนกัน เสียงเหมือนกัน ถูกผิดเป็นการตัดสินใจของเราเอง อย่าได้มีใครหน้าไหนมาตัดสินใจแทนประชาชนเลย
“ฝากเรียนรัฐบาลรักษาการ การเลือกตั้งต้องเดินหน้า ส่วนพรรคที่ไม่พร้อมลงเลือกตั้ง ก็ต้องให้โอกาสไปปฏิรูปพรรคตัวเอง ให้สำนึกประชาธิปไตยซึมลงไปในทุกอณู ให้โอกาสในการร่วมปฏิรูปการปกครอง และปฏิรูปการเมืองไทย” วรเจตน์ ระบุ







