ยิ่งลักษณ์งัดโมเดลปฏิรูปกล่อมลงเลือกตั้ง
การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เนื่องจากกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ
การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เนื่องจากกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เตรียมนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันนี้ ขณะที่เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 อย่างเป็นทางการ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า รัฐบาลเห็นว่าเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าหลังจากการเลือกตั้ง การปฏิรูปประเทศจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ จึงมีข้อเสนอเพื่อดำเนินการตามลำดับดังนี้ 1.พรรคการเมืองที่ลงสมัครเลือกตั้งต้องให้สัตยาบันว่าหลังจากสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว จะมีการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทยขึ้นทันที 2.สภาปฏิรูปฯ จะประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพที่มีและไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เป็นต้น พรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมือง และ 3.สภาปฏิรูปฯ จะมีหน้าที่เสนอกลไกการปฏิรูปโดยมีวาระการทำงานไม่เกิน 2 ปี
“รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ เพราะเป็นอนาคตของปวงชนชาวไทยทุกคน และรัฐบาลเชื่อว่าหากพี่น้องคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน เราจะหาทางแก้ไขวิกฤตทางการเมืองและนำความสงบสันติกลับมาสู่ประเทศชาติของเราทุกคน” นายกฯ กล่าวสรุป
แม้ว่านายกฯ จะเสนอพิมพ์เขียวการปฏิรูปหลังการเลือกตั้งขึ้นมา แต่ปรากฏว่า “พรรคประชาธิปัตย์” หนึ่งในพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศได้ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในครั้งนี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ระบุว่า พรรคมองเห็นว่าการเมืองของไทยได้อยู่ในภาวะล้มเหลวตลอด 89 ปี สืบเนื่องจากระบอบประชาธิปไตยได้ถูกบิดเบือนโดยบุคคลบางกลุ่ม และทำให้วันนี้ประชาชนขาดความศรัทธาในระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
“วิกฤตที่รัฐบาลได้ก่อขึ้นได้นำไปสู่วิกฤตพรรคการเมือง ทำให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 ไม่อาจทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศได้ เมื่อพรรคไม่ลงสมัครแล้ว การเลือกตั้งจะชอบธรรมหรือไม่ก็อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าประชาชน 70%ขึ้นไป ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็ชอบธรรม แต่ถ้าพรรคลงสมัครแล้วประชาชนไม่ไปใช้สิทธิหรือใช้สิทธิไม่ลงคะแนนให้พรรคใดเป็นจำนวนมาก การเลือกตั้งก็จะไม่ชอบธรรม เพราะประชาชนได้แสดงออกแล้วว่าจะไม่รับรองความชอบธรรมจากการเลือกตั้งครั้งนี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคได้ใช้แนวทางอย่างถึงที่สุดในการพยายามให้ประชาชนเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง และส่วนตัวได้พยายามถึงขั้นเสนอชื่อบุคคลที่คาดว่าน่าจะเป็นที่ยอมรับจากประชาชนให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายความรู้สึกของประชาชนยังยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการช่วงชิงอำนาจแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“วันนี้ถ้าพรรคลงเลือกตั้ง ประชาชนจะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในการต่ออายุให้การเมืองที่ล้มเหลว เราจึงตัดสินใจเดินเข้าสู่การเป็นพรรคการเมืองเคียงคู่กับการปฏิรูปประเทศ โดยไม่ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ โดยพรรคพร้อมทำงานกับประชาชนในการปฏิรูปประเทศ คือให้ข้อเท็จจริงระดมสมองว่าประเทศต้องปฏิรูปอย่างไร จากนั้นขัดเกลาเป็นนโยบายพรรคซึ่งอาจผ่านการทำประชามติหรือการเลือกตั้ง เราก็จะกลับไปลงสมัครเพื่อปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองอื่นๆ ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความพร้อมที่จะลงสมัครเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้
“นายรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวกับสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคในระหว่างการปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. ว่า อยากขอให้ผู้สมัครของพรรคยึดและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ยืนยันว่าส่วนตัวได้วางตัวเป็นกลาง และถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน โดยมองวิกฤตของบ้านเมืองขณะนี้ยังมีทางออก คือ ให้เดินเข้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 และไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ต้องบริหารประเทศคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศ และทำให้เสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรและเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่โรงแรมเดอะสุโกศล โดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแต่อย่างใด
นายอนุทิน กล่าวระหว่างการประชุม ว่า หลังจากที่มีการยุบสภาที่เป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน ตามปกติก็ย่อมมีการเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับเพื่อไม่ให้มีปัญหา ส่วนพรรคการเมืองใดจะสมัครรับเลือกตั้งถือเป็นสิทธิของแต่ละพรรค







