
ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย
ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างภาษีมีความสำคัญต่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและมีผลกระทบโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดเก็บภาษีมากเกินไปทำให้ภาคเอกชนแข่งขันไม่ได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้อยเกินไปทำให้รัฐไม่มีรายได้เพียงพอในการพัฒนาประเทศ
ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างภาษีมีความสำคัญต่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและมีผลกระทบโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดเก็บภาษีมากเกินไปทำให้ภาคเอกชนแข่งขันไม่ได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้อยเกินไปทำให้รัฐไม่มีรายได้เพียงพอในการพัฒนาประเทศ
ผมเห็นว่าไทยต้องเร่งมีการทบทวนและพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีอากรให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้น เช่น (1) ภาษีศุลกากรที่ลดลงจากการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ (2) การขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้น และ (3) แนวโน้มการลดอัตราภาษีทางตรงและเพิ่มอัตราภาษีทางอ้อมของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ผมรู้สึกยินดีที่เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2554 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ให้เหลือ 23% ในปี 2555 และลดลงเหลือ 20% ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ทั้งนี้ ในภูมิภาค ASEAN มีประเทศลาวเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประเทศไทย (ประเทศลาวเก็บในอัตรา 35%) และจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทย จะทำให้ประเทศไทยมีการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แข่งขันได้ในภูมิภาค ASEAN (เทียบกับสิงคโปร์ซึ่งจัดเก็บที่อัตรา 17%)
ในระยะต่อไป ผมอยากจะเห็นการพิจารณาประเด็นทางโครงสร้างภาษีสำคัญอื่นๆด้วย เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นภาษีทางตรงที่มีความสำคัญควบคู่ไปกับภาษีเงินได้นิติบุคคล และมีบทบาทหลักเพื่ออำนวยรายได้แก่รัฐบาลและเสริมสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้
โดยในปัจจุบันกำหนดให้มีการจัดเก็บในอัตราภาษีแบบก้าวหน้าถึง 7 อัตรา (รวมขั้นเงินได้ที่รับการยกเว้นภาษี หรือ ZeroRated Bracket) ตั้งแต่ 0% ถึง 35% อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันมิได้มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ เพราะมีการให้ค่าลดหย่อนต่างๆ (เช่น เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม ลดหย่อน LTF เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยซื้อบ้าน และ RMF) ซึ่งค่าลดหย่อนต่างๆ เหล่านี้มีการขยายเพดานมาโดยตลอด ซึ่งในอนาคตควรต้องพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งในส่วนของการปรับปรุงอัตราและขั้นเงินได้ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดอัตราลงมาแล้ว และปรับปรุงระบบการชำระภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่นๆ เป็นต้น
ผมยังหวังที่จะเห็นว่ารัฐบาลจะนำระบบภาษีที่เป็นธรรมมาปรับใช้มากขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเป็นรายได้สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ในปัจจุบันภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ยังมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และวิธีการจัดเก็บ โดยฐานภาษีบำรุงท้องที่ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันมีความล้าสมัย และภาษีโรงเรือนและที่ดินจัดเก็บจากฐานค่าเช่าต่อปี ซึ่งซ้ำซ้อนกับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากฐานค่าเช่า
ทั้งนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นอย่างน้อย 3 ประการ คือ (1) ทำให้การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน (2) มุ่งกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อให้มีการทำประโยชน์ในที่ดินเพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น โดยฐานภาษีจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามหลักการได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (3) ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ อันจะช่วยให้นโยบายภาษีของประเทศไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรองรับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเป็นธรรมในสังคม สุดท้ายนี้ การปรับโครงสร้างภาษียังจะทำให้รัฐบาลสามารถมีรายได้ที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะแผนการลงทุนเพื่อบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมต่อไปครับ







