
ICT = ICU
....พิชัย นริพทะพันธุ์
รัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มักปรากฏเป็นข่าวในเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหญ่ที่ออกมาแฉว่ามีโครงการมูลค่า 300 ล้านบาท ต้องจ่าย 45 ล้านบาท และไปจ่ายให้กับนายพลทหารอีก 30 ล้านบาท จนเป็นเสียงร่ำลือขอให้ลดคุณภาพและจำนวนอุปกรณ์เพื่อให้เหลือพอจะนำไปชำระค่าหัวคิวได้
หรือความไม่ชอบมาพากลในการประมูลโครงการ MSAN ที่ต้องมีการยกเลิกไป เนื่องจากถูกสื่อมวลชนโจมตีถึงความไม่ถูกต้อง และได้มีการเปิดประมูลใหม่ แต่ก็ไม่วายปรากฏการร้องเรียนของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในการฮั้วการประมูล โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน เพื่อให้แต่ละบริษัทได้ไปอย่างชัดเจนเหมือนเช่นการแบ่งเค้ก จนทำให้บอร์ดของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวลาออกไปหลายคน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในระยะหลังที่มีข่าวอื้อฉาวออกมาโดยตลอด และที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นการที่พยายามโยกงบประมาณแอบเอาไปทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ทั้งๆ ที่ท่านนายกฯ ได้ออกมาบอกให้มีการยุติโครงการดังกล่าวไปแล้ว โดยระงับการใช้เงินลงทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะให้มีการดำเนินการแปลงสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากปล่อยให้มีการลงทุนจำนวนนี้ไปแล้ว แต่ในอนาคตไม่สามารถที่จะแข่งขันกับบริษัทเอกชน ก็จะเท่ากับโยนเงินก้อนดังกล่าวทิ้งไปฟรีๆ
ส่วนเรื่องล่าสุดเป็นการอนุมัติเงิน 7,200 ล้านบาท ให้ CAT Telecom ในการซื้อกิจการของ บริษัท ฮัทชิสัน ปรากฏว่ามีผู้ที่อยู่ในวงการโทรคมนาคมได้ออกมาแสดงความเห็นทำนองความไม่ชอบมาพากลในการประเมินราคา โดยเกรงว่าจะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้
หากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่ารัฐวิสาหกิจทั้งสองไม่เคยประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนั้นความตั้งใจในการดำเนินการในปัจจุบันน่าจะอยู่ที่เป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างมากกว่า และหากมองลึกลงไปถึงผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจทั้งสอง ก็จะพบว่าทุกวันนี้มีกำไรก็เพราะได้รับชำระเงินค่าสัมปทานจากเอกชนที่ประกอบธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากไม่ได้รับรายได้ส่วนนี้แล้ว ก็จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นจำนวนเงินนับหมื่นล้านบาท
หากเมื่อไรมีการออกกฎหมายให้มีการชำระเงินสัมปทานทั้งหมดโดยตรงเข้ารัฐ หรือหากเมื่อไหร่มีการประมูลการใช้คลื่นความถี่ในการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บริษัทเอกชนที่ประมูลได้ก็จะไม่ต้องชำระค่าสัมปทานให้กับรัฐวิสาหกิจทั้งสองอีกต่อไป รายได้จากสัมปทานของรัฐวิสาหกิจทั้งสองก็จะหมดลง ซึ่งจะทำให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองของรัฐต้องอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงิน
แต่การที่รัฐจะชะลอการดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวออกไปเรื่อยๆ เพียงเพราะกลัวว่ารัฐวิสาหกิจทั้งสองที่มีพนักงานรวมกันประมาณ 3 หมื่นคน จะต้องล้มละลายและพนักงานต้องตกงาน ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ โดยประเทศอื่นๆ ได้ดำเนินการกันก่อนหน้านี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศลาวหรือแถบแอฟริกา จึงอยากให้รัฐได้เห็นแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลักในการที่จะเร่งดำเนินการการให้มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนรัฐวิสาหกิจทั้งสองก็อาจจะต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อความอยู่รอด นำจุดแข็งที่มีไปพัฒนาธุรกิจของตนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจะต้องพัฒนาวิสัยทัศน์ให้เห็นอนาคตที่ชัดเจน สุดท้ายก็หวังว่าประเทศไทยจะได้มีโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ใช้อย่างแพร่หลายโดยเร็ว อย่าให้พม่าแซงเราได้







