posttoday
มาตรการศก.ติดกับ

มาตรการศก.ติดกับ

19 ธันวาคม 2556

โดย...จตุพล สันตะกิจ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ประกาศออกมากันตั้งแต่ไก่โห่ เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตัวจริง เสียงจริง ให้สัมภาษณ์ว่าจะเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาให้รัฐบาลรักษาการเดินหน้าโครงการต่อเนื่องของรัฐบาลอย่างน้อย 3 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาพรวมและเฉพาะพื้นที่ในยามเข้าหน้าศึกเสียงเป่านกหวีดขับไล่รัฐบาล และประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

มาตรการที่จะเสนอให้ กกต.พิจารณาอนุมัติ ประกอบด้วย 1.การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง เพื่อกดราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

2.การขยายระยะเวลาโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ซอฟต์โลน) ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 255731 ธ.ค. 2559 ซึ่งต้องตั้งงบ 2,977 ล้านบาท มาชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย

3.อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางไม่เกิน 25 ไร่ ไร่ละ 2,520 บาท ที่จ่ายเงินไปเพียง 3.3 แสนครัวเรือน เป็นเงิน 9,550 ล้านบาท แต่ยังขาดเงินอยู่อีกมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายให้ผู้ปลูกยางที่เหลือ และจำเป็นต้องของบปี 2557 ในส่วนงบกลางเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ตั้งงบปี 2557 ไว้

“ผมยืนยันการช่วยเหลือประชาชนจะไม่สะดุด เพราะจริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ เรื่องที่ต่อเนื่องจะดำเนินการภายใต้ความเห็นชอบของ กกต. และยืนยันว่าจะไม่มีนโยบายใหม่ที่ขัดเจตนารมณ์การเลือกตั้ง” กิตติรัตน์ ระบุ

ฟังเผินๆ ก็ดูจะสมเหตุสมผลที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนชั้นกลางยันคนรากหญ้า

แต่หากพลิกรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กอดไว้ในอ้อมอกว่า ประเทศต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 และนายกฯ จะต้องรักษาการต่อไปจะลาออกไม่ได้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ต้องทำให้หนักใจไม่น้อยว่า การดำเนินการทั้ง 3 มาตรการนั้นหมิ่นเหม่ที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ได้

โดยเฉพาะการต่ออายุภาษีน้ำมันดีเซลที่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ที่ส่อว่าจะขัดมาตรา 181 (2) ที่ระบุข้อห้ามไม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ ว่า “ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อ คณะรัฐมนตรีชุดต่อไป”

เนื่องจากการลดภาษีน้ำมันดีเซลจะทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจาก 5 บาทต่อลิตรเหลือ 0.005 บาทต่อลิตร เป็นเงินถึง 9,000 ล้านบาทต่อเดือน และเงินที่หายไปนี้ ก็มีผลผูกพัน ครม.ชุดใหม่ เพราะเงินที่หายไปจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลชุดใหม่ ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ารัฐบาลรักษาการก็พลอยได้รับอานิสงส์ทางบวก จากการใช้เงินภาครัฐตรึงราคาน้ำมันครั้งนี้

เหนือสิ่งอื่นใด การที่บทบัญญัติมาตรา 181 (2) ไม่ได้บัญญัติว่า การอนุมัติโครงการที่ผูกพัน ครม.ชุดต่อไป “จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน” ดังนั้น การที่รัฐบาลรักษาการจะเสนอต่อ กกต.เพื่อให้ความเห็นชอบการต่ออายุการลดภาษีน้ำมันดีเซล ที่ดูเหมือนว่าจะทำง่าย แต่ความจริงนั้นยากกว่าที่คิด เพราะ กกต.ไม่มีอำนาจยกเว้นให้

ส่วนที่ กิตติรัตน์ ระบุว่า การต่ออายุภาษีน้ำมันดีเซลทำต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลรับหน้าที่ต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลรักษาการจึงมีอำนาจอนุมัติได้ ก็จะพบว่าสิ่งที่กิตติรัตน์บอกเล่าเป็นการยกเหตุยกผลมาอ้างให้ฟังเข้าท่าเท่านั้น

เพราะในความเป็นจริงจะพบว่าเงื่อนไขการต่ออายุภาษีน้ำมันดีเซลช่วงปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อต้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แตกต่างกันในเงื่อนไขและเนื้อหาสาระ

รัฐบาลอภิสิทธิ์เลือกทิ้งทวนออกมติ ครม.วันที่ 20 เม.ย. 2554 เห็นชอบการลดอัตราภาษีดีเซลจาก 5.7 บาทต่อลิตร เหลือ 0.005 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.30 ก.ย. 2554 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2554

แน่นอนว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกด่าเปิงว่าทิ้งทวนลดภาษีน้ำมันดีเซลหาเสียงก่อนเลือกตั้ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ

แตกต่างจากกรณีที่รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จะเสนอต่ออายุภาษีน้ำมันดีเซลในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ข้อเสนอลดภาษีดีเซลในช่วงนี้จะขัดรัฐธรรมนูญ ครั้นรัฐบาลรักษาการจะหาทางออกด้วยการดึงเงินกองทุนน้ำมันฯมาใช้ก็ยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็เป็นคำถามว่าทำได้หรือไม่

ขณะที่ผลกระทบที่จะตามมาหากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถต่ออายุภาษีดีเซลได้ ก็มีหวังประชาชนต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ จากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น และที่สุดก็จะเข้าสู่กระชากค่าครองชีพของคนทั้งประเทศพุ่งพรวดกันให้เห็นทันตา

ขณะที่กรณี ครม.จะเสนอ กกต.เห็นชอบให้ใช้งบกลางปี 2557 หมวดเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้ชดเชยให้ผู้ปลูกยาง และการอุดหนุนส่วนต่างดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (2) อนุญาตให้รัฐบาลทำได้ แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน แต่ก็สมควรตั้งคำถามกลับไปยังหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ 2 ข้อ

1.กระทรวงการคลังรู้อยู่แล้วว่ามาตรการช่วยเหลือเงินซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการในภาคใต้จะสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค. 2556 เพราะมาตรการชุดนี้จะต่ออายุทุกๆ 3 ปี แต่เพิ่งนำมาเสนอในเดือน ธ.ค. ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชงเรื่องมาตั้งแต่เดือน ต.ค.พ.ย. 2556 แต่ รมว.คลัง กลับไม่รีบเร่งเสนอ ครม.

2.มาตรการช่วยเหลือให้ชาวสวนยางได้เงินชดเชย 2,520 บาทต่อไร่ ครม.มีมติอนุมัติโครงการตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. 2556 แต่ผ่านมาเกือบจะ 3 เดือนแล้วยังจ่ายเงินไม่เสร็จสิ้น ก็สมควรตั้งคำถามเหตุใดการจ่ายเงินถึงล่าช้าเป็นเต่าคลาน การรีบเร่งจ่ายเงินให้ชาวสวนยางทั่วประเทศในช่วงเลือกตั้ง ทำให้คนเข้าใจไปได้ว่ามีการอิงนโยบายรัฐหว่านเงินในห้วงเลือกตั้งหรือไม่

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า กรณีที่กิตติรัตน์จะทำหนังสือเพื่อขอหารือกับ กกต.ในการเดินหน้าอุดหนุนเงินช่วยเหลือโครงการด้านเศษฐกิจที่ ครม.เคยอนุมัติ เช่น โครงการรับจำนำข้าว ยางพารา ยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซล และอุดหนุนเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ขอย้ำว่าภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้วนั้น กฎหมายกำหนดไว้ว่า รัฐบาล หรือ ครม.จะอนุมัติเงินเพื่อเดินหน้าโครงการต่างๆ นั้น จะต้องมาชี้แจงต่อ กกต.เพื่อเห็นชอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะถือว่ากระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181

นอกจากนี้ หากรัฐบาลเสนอเรื่องมายัง กกต.เพื่อพิจารณาแล้วนั้น หน้าที่ กกต.ก็ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะอนุมัติโครงการใดบ้าง ไม่ใช่ กกต.จะเห็นชอบให้รัฐบาลดำเนินการทุกโครงการ ต้องดูความจำเป็นแต่ละโครงการไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว

จะว่าไปแล้ว นโยบายที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไม่ต่ำกว่า 2.3 ล้านครัวเรือน หนีไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพราะวันนี้รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจกู้เงินมาจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/2557 ทำให้ชาวนายังไม่ได้เงิน

รัฐบาลรู้อยู่แก่ใจมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2556 แล้วว่า เงินที่อยู่ไม่เพียงพอจะนำมาจ่าย และจะต้องกู้เงินมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท แต่กลับปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ไม่ยอมเสียหน้า แต่ยอมให้ชาวนาต้องจมน้ำตารับเคราะห์ไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวจนต้องถูกตามทวงหนี้รายวันหรือไม่ก็เสียดอกเบี้ยจนอาน

เงินที่หวังจะนำมาจ่ายค่าข้าวเปลือกคงต้องพึ่งเงินระบายข้าวอย่างเดียว แต่ด้วยความที่กระทรวงพาณิชย์เป็นแค่พ่อค้าข้าวมือสมัครเล่น ขายข้าวไม่เป็น ซ้ำขายข้าวทีไรขาดทุนบักโกรกทุกที ชาวนาที่หวังจะได้เงินคงต้องนั่งรอนอนรอต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนได้อย่างดีว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังติดกับดักการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง