posttoday
โลกเสี่ยงเงินฝืดยากระตุ้นไม่ออกฤทธิ์

โลกเสี่ยงเงินฝืดยากระตุ้นไม่ออกฤทธิ์

19 ธันวาคม 2556

เป็นที่จับตามองจากทั่วโลกอย่างไม่กะพริบตาสำหรับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะออกมาในวันนี้ตามเวลาประเทศไทย

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่จับตามองจากทั่วโลกอย่างไม่กะพริบตาสำหรับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะออกมาในวันนี้ตามเวลาประเทศไทย ว่าสรุปแล้วเฟดจะเริ่มลดขนาดของการใช้มาตรการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงหรือไม่ หลังจากที่ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มบ่งชี้ว่าสหรัฐเริ่มฟื้นขึ้นแล้ว

ถึงกระนั้นไม่ว่าเฟดจะตัดสินใจลดคิวอีลงหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่เหล่าบรรดานักวิเคราะห์ชั้นเซียนจากทั่วโลกเห็นพ้องตรงกันก็คือ แบงก์ชาติเมืองลุงแซมจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 00.25% เอาไว้ต่อไปอีกพักใหญ่อย่างแน่นอน

เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะการที่อัตราการว่างงานที่ลดลงมาเหลือที่ 7% ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจมะกันยังไม่แข็งแกร่งพอถึงกับกล้าปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือประคับประคองเอาไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญถึงภาวะการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนยังคงขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ต้องการอยู่มาก ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1.2% เท่านั้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าเป้าที่เฟดต้องการที่ระดับ 2%

ปัญหาเงินเฟ้อโตได้ต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้จนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ทั้งๆ ที่เฟดได้เพียรพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำมาหลายเดือนแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นกับสหรัฐเพียงชาติเดียวเท่านั้น เพราะได้เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว

โดยเฉพาะยุโรปกับญี่ปุ่นนั้นกำลังตกอยู่ในสภาพละม้ายคล้ายคลึงกับสหรัฐเป็นอย่างมาก หลังจากที่การขยายตัวเงินเฟ้อโตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศยูโรโซนเดือน พ.ย. ขยายตัวได้แค่ 0.9% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2%) ขณะที่เงินเฟ้อญี่ปุ่นในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.7% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 2% เช่นกัน

ธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ เผยว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกไม่น้อยกว่า 20 ประเทศ ที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับการเจอเงินฝืด หลังจากที่ระดับเงินเฟ้อขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้

ขณะที่ บรูซ ครัชแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเจ.พี.มอร์แกน คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 2.8% ต่ำสุดเป็นอันดับที่ 2 นับตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางภาวะอัตราว่างงานในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น ส่วนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

เหตุที่ทำให้การเดินหน้าใช้นโยบายอัดฉีดไม่สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทั้งองคาพยพ เป็นเพราะเม็ดเงินจากการระดมโหมอัดฉีดผ่านทางคิวอีและตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่ได้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงที่จะก่อให้เกิดการจ้างงาน การผลิตเหมือนอย่างที่ต้องการให้เกิดมากนัก แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นการลงทุนในภาคการเงินมากกว่า

กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนจากสหรัฐ ทั้งๆ ที่เฟดใช้นโยบายอัดฉีดมานานกว่า 2 ปี แต่ตัวเลขเงินเฟ้ออัตราการจ้างงานและการขยายตัวของจีดีพีกลับเพิ่มขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น

สวนทางกับทิศทางตลาดหุ้นและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งทะยานขึ้นทุบสถิติแทบจะรายวันเป็นอย่างยิ่ง โดยกลางเดือน พ.ย.ตลาดหุ้นดาวโจนส์พุ่งขึ้นแตะระดับที่ 16,000 จุดมาแล้ว ส่วนราคาบ้านใน 20 เมืองใหญ่ในสหรัฐ เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 12.8% จากปีก่อน เพิ่มขึ้นเร็วสุดในรอบ 7 ปี

เฉกเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ในปีนี้แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นนิกเกอิจะพุ่งทะยานขึ้นไม่ต่ำกว่า 40% แต่อัตราการขยายตัวเงินเฟ้อกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าและต่ำกว่าเป้า 2% มาก โดยปัจจุบันอยู่แค่ 0.7% เท่านั้น ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาก็ขยายตัวได้ไม่มากนัก หลังจากที่ภาคการส่งออกชะลอตัวลง ขณะภาคการลงทุนของเอกชนก็น้อยกว่าที่คาด เพราะไม่เชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ถึงกระนั้นแม้ว่าหลายประเทศจะรู้อยู่เต็มอกว่ามาตรการที่อัดฉีดลงไปนั้นไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างแท้จริง ซ้ำยังไปบิดเบือนกลไกเศรษฐกิจและทำให้เกิดการเสพติดการอัดฉีดทางนโยบายการเงินมากเกินไป

ทว่าด้วยความจำเป็นที่ไม่มีทางเลือกให้มากนัก กอปรกับการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแออยู่ โดยยืนยันได้จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตัดลดคาดการณ์จีดีพีโลกในปีนี้และปีหน้าลง 0.2% เหลือที่ 2.9% และ 3.6% ตามลำดับ

จึงทำให้ในขณะนี้หลายประเทศไม่มีทางเลือก นอกจากต้องก้มหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป โดยล่าสุดเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสวีเดนและฮังการีได้ตัดสินใจหั่นอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศถลำลึกเข้าสู่ความเสี่ยงจากเงินฝืดไปมากกว่านี้

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีสัญญาณออกมาแล้วว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังพิจารณาทางเลือกเกี่ยวกับการงัดมาตรการอัดฉีดด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออกมาอีกครั้งเป็นคำรบที่ 3 หรืออาจเลยไปถึงขั้นงัดมาตรการแบบคิวอีขึ้นมาเลยทีเดียว เพื่อพาประเทศออกจากภาวะความเสี่ยงจากเงินฝืด

เพราะปัญหาเงินฝืดเป็นปัญหาที่น่ากลัวมากสำหรับยุโรปหากเกิดขึ้นมาจริง เนื่องจากด้วยภาวะระดับราคาสินค้าที่ดิ่งลงจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยการลงทุนหยุดชะงัก ซึ่งในท้ายที่สุดจะนำไปสู่วงจรเศรษฐกิจที่ซบเซาลงตามมา ขณะเดียวกันขนาดของหนี้ที่มีอยู่ก็จะเพิ่มมูลค่าขึ้น

ภาวะดังกล่าวถือเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมภาวะวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่กำลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นให้กลับมาย่ำแย่ลงอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันประเทศที่ต้องประสบปัญหาหนี้ เช่น กรีซ ที่ล่าสุดดัชนีราคาผู้บริโภคหดตัวลง 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อิตาลีอยู่ที่ 0.7% และสเปนอยู่ที่ 0.3%

นอกจากยุโรปแล้ว ล่าสุดทางฝั่งของญี่ปุ่นเองก็มีแผนที่จะเร่งขยายวงเงินการใช้มาตรการอัดฉีดทางการเงินด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ (คิวอี) ด้วยเช่นกัน เพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายของเงินเฟ้อที่ 2% โดยเร็ว และรองรับผลกระทบจากการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน เม.ย.ปีหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะยังไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดเหมือนเช่นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ต้องยอมรับเช่นกันว่าระดับเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเป็นมาในอดีตอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีของจีน

โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ว่า ระดับเงินเฟ้อแดนมังกรจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อที่เคยเป็นมาเมื่อ 5 ปีก่อนที่ 8% เนื่องจากเป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายการโหมลงทุนของภาครัฐวิสาหกิจและการผลิตอย่างล้นเกินของโรงงานต่างๆ เช่น เหล็กเส้น กระดาษ ปูนซีเมนต์ ในประเทศมาหลายปีติดต่อกัน จนทำให้ระดับราคาสินค้าต่างๆ ในประเทศปรับตัวลดลง

เป็นเครื่องสะท้อนว่าขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ภาวะความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะอีกด้านหนึ่งหากไม่กระตุ้นก็จะเจอกับภาวะชะลอตัว แต่หากฝืนกระตุ้นต่อไปก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์

ฉะนั้น จึงนับเป็นโจทย์ทางนโยบายการเงินที่ยากแก่การตัดสินใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้กำหนดนโยบายการเงินทั่วโลกในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง