
เฟดเดินสายกลางส่อไม่ลดคิวอี
ถือเป็นหนึ่งในคำถามสามัญประจำการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีขึ้นทุกเดือน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นหนึ่งในคำถามสามัญประจำการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีขึ้นทุกเดือน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังมานี้ ว่า เมื่อใดกันแน่คือเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมที่เฟดจะตัดสินใจเริ่มชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)
ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้มีการกะเกณฑ์คาดการณ์กันไป 2 แนวทาง คือ ระหว่าง 1) เฟดน่าจะประกาศชะลอคิวอีในการประชุมรอบวันที่ 17-18 ธ.ค.นี้ กับ 2) เฟดน่าจะยื้อคิวอีต่อไปอีก 23 เดือน ก่อนจะเริ่มชะลอการใช้มาตรการดังกล่าวราวเดือน มี.ค. ปี 2014
สำหรับเหตุผลที่ทำให้นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสังกัดต่างหันมาพูดคุยเรื่องที่เฟดจะชะลอการใช้มาตรการคิวอีให้ได้ยินกันหนาหูมากขึ้นนี้ อาจพูดได้ว่าเป็นเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐที่ค่อยๆ ฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การชะลอคิวอีไม่น่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2013 นี้ ตัวเลขทางสถิติที่ใช้เป็นมาตรวัดความแข็งแกร่งของสหรัฐหลายตัวส่งสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางสดใสมากยิ่งขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่พบว่าในไตรมาส 3 ปีนี้ จีดีพีสหรัฐมีอัตราการเติบโตรายปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.6%
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานในสหรัฐยังลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี มาอยู่ที่ 7% ซึ่งเป็นระดับที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด เคยบอกใบ้มาก่อนหน้านี้ในการแถลงข่าวเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ว่า คิวอีจะเริ่มยุติได้ก็ต่อเมื่ออัตราการว่างงานควรลดลงใกล้เคียง 7% และมาพร้อมกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะเอื้อให้มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ สัญญาณเศรษฐกิจแดนพญาอินทรียังได้โอกาสเป็นไปในทางบวก เมื่อท่าทีของรัฐบาลกลางสหรัฐกลับมาหนักแน่นและมีเสถียรภาพเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ยืนยันได้จากการที่สองพรรคการเมืองใหญ่ พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน สามารถบรรลุข้อตกลงแผนงบประมาณประจำปีได้สำเร็จ จนช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจจะต้องปิดหน่วยงานรัฐ (โกเวอร์เมนต์ ชัตดาวน์) ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตของสหรัฐอีกระลอก
ขณะเดียวกัน สาเหตุอีกส่วนหนึ่งที่นักวิเคราะห์ชูมือสนับสนุนให้เฟดเริ่มต้นชะลอคิวอีภายในสิ้นปีนี้ก็คือ ความเคลือบแคลงต่อประโยชน์หรือข้อดีของมาตรการคิวอี
แลร์รี อิลเลียต ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนักที่ระบุตรงกันว่า เฟดควรยุติการใช้คิวอีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากสิ่งที่น่าวิตกที่ตามมาหลังการใช้คิวอี คือ การไม่มีหลักประกันรับรองแน่ชัดว่าการเดินหน้าซื้อพันธบัตรรายเดือนมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะให้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่หวังกันได้จริง และยิ่งดันทุรังใช้ไปก็รังแต่จะเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาครัฐเสียมากกว่า
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แม้ว่าเฟดจะยืนกรานอย่างชัดเจนเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า มาตรการคิวอีมีประโยชน์อย่างมากต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ แถมยังมีส่วนช่วยเพิ่มการจ้างงานในภาคเอกชนอีกราว 2 ล้านตำแหน่ง นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้มาตรการคิวอีในปี 2008 หลังเกิดวิกฤตการณ์การเงิน แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์หลายสำนัก คิวอีถือเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากทำให้ปริมาณหนี้พุ่งพรวดขึ้น
ทั้งนี้ หากว่ากันตามทฤษฎี มาตรการคิวอีที่มุ่งซื้อสินทรัพย์ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมหาศาล จะช่วยกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ จนช่วยลดภาระต้นทุนการกู้ยืม ทำให้มีเงินไหลเวียนในระบบเสริมสภาพคล่อง สนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีการใช้จ่าย
แต่ทว่าพอเอาเข้าจริงในทางปฏิบัติกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะปริมาณเงินมหาศาลที่เฟดจงใจอัดฉีดเข้าในระบบ กลับทำให้นักลงทุนหันมาเก็งกำไรมากขึ้น เมินปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง เงินจึงไม่กระจายสู่เศรษฐกิจจริง แต่กระจุกอยู่ในตลาดหุ้นเสียมากกว่า
ดังนั้น การรีบๆ ยุติคิวอีเสียแต่เนิ่นๆ จึงให้ผลเท่ากับการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะความวิตกที่ว่าสหรัฐอาจจะขาดทุนย่อยยับได้ง่าย ในกรณีที่ราคาพันธบัตรซึ่งมีความอ่อนไหวง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีมูลค่าราคาต่ำลง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับออกเห็นต่างออกไป รวมถึงลงความเห็นว่าเฟดสมควรรั้งเวลาชะลอการยุติคิวอีออกไป อย่างน้อยจนกว่าจะถึงเดือน มี.ค.ปีหน้า ที่สัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐน่าจะชัดเจนมากกว่าในปัจจุบัน และการส่งมอบตำแหน่งหน้าที่ผู้ว่าการเฟดจาก เบน เบอร์แนนคี ให้กับ เจนเน็ต เยลเลน ดำเนินไปได้เรียบร้อยลุล่วง
เหตุผลเพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อีกทั้งยังคงอ่อนไหวและเปราะบางเกินกว่าจะรับสภาวะตื่นตระหนกใดๆ จากตลาดหากมีการชะลอการใช้คิวอีขึ้นมาจริงๆ เห็นได้จากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เพียงแค่ เบอร์แนนคี เกริ่นว่าจะชะลอคิวอี ตลาดหุ้นทั่วสหรัฐและทั่วโลกพากันร่วงดิ่งแรงกันเป็นทิวแถวทั่วหน้า
ทั้งนี้ สัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งดีพอ ก็คือสัดส่วนรายได้ของบรรดาแรงงานสหรัฐที่นอกจากเงินเดือนจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีรายได้ลดลง ขณะที่ผลกำไรของบริษัทหลักๆ ยังคงมาจากการปรับพอร์ตบริษัทเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาดหุ้น และจากการตัดลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ที่รวมถึงการปลดคนงาน และชะลอการทุน
ยังไม่นับรวมถึงภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐที่ปัจจุบันนี้ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.7%
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น เพราะเหตุจากความกลัวว่าเศรษฐกิจและตลาดงานยังไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าขยายตัวอย่างแข็งแกร่งทนทาน และความวิตกจากเรื่องปฏิกิริยาของตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลก นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจึงลงความเห็นว่า เฟดยังไม่สมควรตัดสินใจชะลอการใช้มาตรการคิวอีภายในสิ้นปีนี้
โดนัลด์ โคห์น อดีตรองผู้ว่าการเฟดและนักวิชาการอาวุโสแห่งสถาบันบรูกกิ้ง และโจเซฟ แก็กนอน นักวิชาการสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน เห็นตรงกันว่า ไหนๆ ก็ยืดมาจนถึงขนาดนี้แล้ว รอไปอีกสัก 2-3 เดือน ย่อมไม่น่าเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เมื่อจะเดินหน้าชะลอการใช้คิวอีก็ไม่ได้ จะผลักดันใช้มาตรการคิวอีต่อก็ไม่เหมาะ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่เหลือก็คือ ในการประชุมของเฟดครั้งสุดท้ายในปีนี้ เฟดน่าจะเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดเหมือนเช่นที่ผ่านมา คือ เฟดจะยังไม่แตะต้องเรื่องชะลอมาตรการคิวอี เพียงแต่อาจส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ไม่อย่างไรเฟดต้องชะลอคิวอี เพียงแต่ในช่วงแรกการชะลอนี้จะไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงแน่นอน







