
แลระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น(3)
ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างย่อยยับ นอกจากประเทศจะถูกถล่มอย่างหนักในช่วงปลายสงครามแล้ว ยังเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลกที่ถูกระเบิดปรมาณูถล่มถึง 2 ลูก ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ จนพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตต้องตัดสินพระทัยประกาศยอมจำนน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2488 แต่เพียง 16 ปีหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็สามารถสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนทั้งประเทศได้ในปี 2504 น่าสนใจว่าญี่ปุ่นทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างย่อยยับ นอกจากประเทศจะถูกถล่มอย่างหนักในช่วงปลายสงครามแล้ว ยังเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลกที่ถูกระเบิดปรมาณูถล่มถึง 2 ลูก ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ จนพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตต้องตัดสินพระทัยประกาศยอมจำนน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2488 แต่เพียง 16 ปีหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็สามารถสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนทั้งประเทศได้ในปี 2504 น่าสนใจว่าญี่ปุ่นทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ประการแรก ญี่ปุ่นโชคดีที่ได้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้เข้าไปยึดครอง และได้ “รัฐบุรุษ” อย่างนายพลแม็คอาร์เธอร์ เข้าไปเป็นผู้นำในการ “ยึดครอง” ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และตลอดช่วงสงคราม
นายพลแม็คอาร์เธอร์ ประกาศชัดเจนว่าต้องการเข้าไปเป็น “ผู้ปลดปล่อย” ให้ญี่ปุ่นพ้นจากการครอบงำของผู้ที่กระหายสงคราม มิใช่เป็น “ผู้พิชิต” และมุ่งทำทุกอย่างด้วยความยุติธรรม ไม่มุ่งแก้แค้น
เลือด “บูชิโด” ของชาวญี่ปุ่นนั้น เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่าจะยอมตายทั้งเกาะมากกว่ายอมแพ้ แม้ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูถึง 2 ลูก บรรดานายทหารและผู้นำประเทศจำนวนมากก็ยังต้องการต่อสู้ต่อไป
การประกาศยอมจำนนของพระจักรพรรดิต้องมีการวางแผนป้องกันอย่างดี ให้ทรงสามารถอ่านประกาศยอมจำนนทางวิทยุในห้องใต้ดินได้จนจบ และคืนนั้นก็มีความพยายามก่อรัฐประหารจากบรรดาผู้ที่ไม่ยอมจำนน ก่อน นายพลแม็คอาร์เธอร์ จะเดินทางไปรับหน้าที่ ที่ญี่ปุ่น ก็มีการชุมนุมใหญ่สำแดงพลังเพื่อปกป้ององค์พระจักรพรรดิ
นายพลแม็คอาร์เธอร์ มีเวลา 10 วัน ให้นายทหาร คือ นายพลเฟลเลอร์ สืบหาข้อมูลให้ได้ว่าพระจักรพรรดิมีส่วนในการก่อสงครามมากน้อยเพียงใด โชคดีของคนญี่ปุ่นที่นายพลเฟลเลอร์เป็นนายทหารที่มีเกียรติยศ และมีทัศนคติที่ดีต่อคนญี่ปุ่นเป็นส่วนตัว จากการมีคนรักเป็นชาวญี่ปุ่นที่ไปเรียนที่สหรัฐ
ในที่สุดไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าพระจักรพรรดิมีส่วนสำคัญในการก่อสงครามหรือไม่ แต่ชัดเจนว่าพระองค์เป็นผู้ทรงตัดสินพระทัยให้ญี่ปุ่นยอมจำนน ทำให้สหรัฐไม่ต้องสูญเสียอีก
ในการประชุมสภาสงครามนัดสุดท้าย ผู้ลงคะแนนให้สู้ต่อและให้ยอมแพ้ 3 ต่อ 3 เท่ากัน และพระจักรพรรดิทรงตัดสินชี้ขาดให้ยอมจำนน
ก่อนตัดสินใจเสนอให้ไม่ลงโทษพระจักรพรรดิ แม็คอาร์เธอร์ขอ “พบ” พระจักรพรรดิ ซึ่งทรงตัดสินพระทัยไปพบ โดยไปพบ “ที่บ้านพัก” มิใช่ “ที่ทำการของผู้ยึดครอง” แม็คอาร์เธอร์ได้กระทำสิ่งที่ “ผิดธรรมเนียม” คือขอสัมผัสพระหัตถ์และถ่ายภาพคู่กับพระจักรพรรดิ ทำให้ฝ่ายราชสำนักญี่ปุ่นตกตะลึง แต่พระจักรพรรดิทรงยื่นพระหัตถ์ให้จับ และยอมให้ถ่ายภาพร่วม ปรากฏเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ในเวลาต่อมา ทั้งนี้พระจักรพรรดิได้แสดง “เลือดขัตติยะ” อันกล้าหาญ ประกาศแก่แม็คอาร์เธอร์ ว่า ขอให้ลงโทษถึงพระองค์ แต่อย่าลงโทษประชาชนญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความประทับใจแก่แม็คอาร์เธอร์อย่างยิ่ง และพระองค์ยังได้สละสถานะ“เทพเจ้า” ในเวลาต่อมาไม่ช้า
จึงนอกจากไม่ทรงต้องตกอยู่ในฐานะอาชญากรสงครามแล้ว นายพลแม็คอาร์เธอร์ยังถวายพระเกียรติอย่างเหมาะสมต่อองค์พระจักรพรรดิ และปกครองญี่ปุ่นโดยมุ่ง“ปลดปล่อย” ชาวญี่ปุ่น แทนที่จะเป็นผู้พิชิตอย่างแท้จริง
เพื่อเอาชนะใจชาวญี่ปุ่นให้ถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจ หนึ่งในกิจกรรมที่แม็คอาร์เธอร์ได้กระทำ คือ สั่งให้แปลและเผยแพร่งานวรรณกรรมชุด “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ของ ลอรา อิงกัลล์ไวล์เดอร์ เป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้เข้าใจว่าชาวอเมริกันสร้างประเทศด้วยความมานะบากบั่นและยากลำบากเพียงใด
เมื่อเกิดสงครามเกาหลีและมี “เค้าลาง” ว่านายพลแม็คอาร์เธอร์อาจตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูถล่มจีน ซึ่งเป็นฝ่ายหนุนเกาหลีเหนือ อันอาจมีผลให้เกิดสงครามใหญ่อีกครั้ง นายพลแม็คอาร์เธอร์จึงถูกเรียกตัวกลับสหรัฐ ท่ามกลางความอาลัยรักของคนญี่ปุ่น วันเดินทางกลับเป็นช่วงต้นปี อากาศเหน็บหนาว ชาวญี่ปุ่นฝ่าหิมะออกจากบ้านมาส่งรัฐบุรุษในดวงใจของพวกเขานับแสนคน
แม็คอาร์เธอร์ปกครองญี่ปุ่นเพียง 5 ปี แต่ได้สร้างระบบอันเป็นพื้นฐานให้เกิดการฟื้นฟูบูรณะประเทศได้อย่างเข้มแข็ง เช่นการปฏิรูประบบรัฐสภา การปฏิรูปที่ดิน และที่สำคัญคือการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญห้ามมีกองทัพ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถใช้เงินเพื่อการสร้างประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเต็มที่







