posttoday
หมดยุคเก็บทองคำเงินเฟ้อไม่มีคิวอีไม่หนุน

หมดยุคเก็บทองคำเงินเฟ้อไม่มีคิวอีไม่หนุน

17 ธันวาคม 2556

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะเคยเป็นความหวังการลงทุนที่เจิดจรัสที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินโลกในปี 2008 และสามารถทำราคาไต่ระดับขึ้นได้ทุกปีมานานนับทศวรรษ ทว่าในปี 2013 ที่กำลังจะจบลงในอีกสองสัปดาห์นี้ อาจเป็นการเปิดศักราชใหม่ช็อกเหล่าแมลงเม่ารายย่อยที่จะได้เห็นราคาทองปิดในแดนลบเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีกันแล้ว

ที่สำคัญก็คือ ราคาที่ดิ่งลงในปีนี้ยังอาจนับเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่ยุค “ตลาดหมี” หรือภาวะที่ราคาทองคำเข้าสู่ขาลงอย่างเป็นทางการ โดยที่นักลงทุนไม่อาจเก็งกำไรแบบได้เงินมาง่ายๆ อีกต่อไป

จากข้อมูลของเว็บไซต์บลูมเบิร์ก พบว่า นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2013 การถือครองตราสารที่อิงกับทองคำใน 14 กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น มีสัดส่วนลดลงไปแล้วถึง 31% หรือมากกว่า 800 ตัน ลงมาอยู่ที่ 1,813.7 ตัน ซึ่งนับเป็นการลดสัดส่วนลงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเปิดกองทุนทองคำในปี 2003 ส่งผลให้สินทรัพย์ดังกล่าวมีมูลค่าหายไปถึง 6.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังนับเป็นการฉุดกระชากราคาทองครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 32 ปีเลยทีเดียว

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นไปในทิศทางเดียวกันด้วยว่า ทิศทางแรงเทขายจะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยอาจได้เห็นนักลงทุนเทขายตราสารทองคำเพิ่มอีก 311 ตัน และได้เห็นราคาดำดิ่งลงยิ่งกว่าในปีนี้

“ปัจจัยหนุนทั้งหมดที่ส่งให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กำลังจะเข้าสู่จุดพลิกผัน บรรดากองทุนอีทีเอฟจะขายตราสารทองคำมากขึ้นอีกในปี 2014 และจะยิ่งฉุดให้ราคาทองลดต่ำลง” โรบิน บาร์ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าวกับบลูมเบิร์ก

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในปีหน้า 2014 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีความชัดเจนมากขึ้นในหลายประการด้วยกัน

ประการแรก และเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดก็คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดปริมาณการอัดฉีดซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) ลงในปีนี้ ซึ่งจะทำให้มีสภาพคล่องหายไปจากระบบไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ความต้องการซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสภาพคล่องล้นระบบยิ่งเลือนรางลง

ที่จริงแล้ว ความกลัวของนักเศรษฐศาสตร์ว่าโลกจะเกิดภาวะเงินเฟ้อครั้งใหญ่จากการไหลท่วมของเงินคิวอีถึง 3 ระลอกนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริง เพราะจนถึงเดือน ต.ค.ปีนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐ กลับขยายตัวได้เพียง 1% เท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายเงินเฟ้อที่รัฐบาลสหรัฐตั้งไว้ 2.5% เนื่องจากเงินร้อนส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลไปถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่กระจุกตัวอยู่ในแวดวงการเก็งกำไรสินทรัพย์บางชนิดเท่านั้น

ประการต่อมา การเตรียมลดวงเงินคิวอีอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มปรับตัวดีขึ้นนั้น ยังหมายถึงค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ซื้อทองเก็งกำไรได้น้อยลงกว่าเดิม

ในทางกลับกัน หากนักลงทุนต้องซื้อสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรที่แพงขึ้น ก็ยังมีตัวเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและน่าดึงดูดกว่าทองคำหลายตัวด้วยกัน โดยเฉพาะ “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” ที่เริ่มเห็นอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการลงทุนใน “ตลาดหุ้น” ที่คาดว่าจะยังให้ผลตอบแทนอย่างงามไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ

“หุ้นจะยังคงเป็นช่องทางการเก็งกำไรหลักเพียงหนึ่งเดียว แล้วทำไมถึงยังต้องซื้อทองที่มีราคาตกลงทุกวัน ในเมื่อสามารถซื้อหุ้นและยังเห็นราคาไต่ระดับขึ้นไปได้อีก” เจฟ ซิกา ประธานกองทุนการจัดการความมั่งคั่งซิกา ในนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ ราคาทองคำในปีหน้ายังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นบ้างจากปฏิกิริยาของเฟดในช่วงต้นปีหน้า ที่มักส่งสัญญาณไม่ชัดเจนออกมากระตุ้นปฏิกิริยาของตลาดอยู่หลายครั้ง ทว่าก็เป็นเพียงช่วงจังหวะสั้นๆ เพียงเพื่อให้มีโอกาสขายทำกำไรเท่านั้น และยังเป็นที่คาดว่าความต้องการและแรงซื้อจากฝั่งประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย จะไม่แรงพอที่จะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อทั่วโลกให้กลับมาอีกครั้ง

หากติดตามการวิเคราะห์ของบรรดาธนาคารและสถาบันการเงินชื่อดังระดับโลกมาตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 จะพบว่าสถาบันส่วนใหญ่เริ่มให้ภาพการลงทุนทองคำในแง่ลบ และคาดการณ์ราคาทองในสิ้นปี 2013 และในปี 2014 ไว้อย่างน่าตกใจ

จากราคาปัจจุบัน ปิดตลาดวันที่ 13 ธ.ค. 2013 ที่ระดับ 1,234.6 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ บริษัทวิจัยของซิตีกรุ๊ป ให้ราคาในปี 2014 ไว้ที่ 1,255 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ธนาคารยูบีเอสให้ไว้ที่ระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ ส่วนธนาคารโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าราคาอาจดิ่งลงถึง 1,050 เหรียญสหรัฐ และล่าสุดธนาคารซีไอบีซีเชื่อว่าอาจได้เห็นราคาลงดิ่งลงจนแตะระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ

จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาเฮดจ์ฟันด์และกองทุนตราสารทองชื่อดังหลายแห่งจะทยอยลดสัดส่วนการลงทุนทองคำถึง 800 ตันแล้วในปีนี้ นำโดยกองทุนโซรอส ฟันด์ แมนเนจเมนต์ ของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ที่ขายทิ้งไปมากกว่าปริมาณที่ซื้อรวมกัน 3 ปีก่อนหน้า

ในขณะที่กองทุนทองคำเบอร์ 1 ของจอห์น พอลสัน ก็ลดสัดส่วนในกองทุนทองคำ เอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ ลงถึงครึ่งหนึ่งในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และกองทุนอย่างเติร์ด พอยต์ ของแดเนียล โลบ ก็ถือคติเสียน้อยดีกว่าเสียมาก โดยยอมเฉือนเนื้อทิ้งสัดส่วนการเก็งกำไรทองคำทั้งหมดลง

หากปรับตัวตามรายใหญ่ไม่ทัน งานนี้มีหวังเป็นแมลงเม่าสังเวยตอนตลาดวาย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์