
ภูมิแพ้นกหวีดหนีภัยการเมือง
นับจากนี้ก่อนถึงวันที่รัฐบาลกำหนดเลือกตั้ง 2 ก.พ. ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชุมนุมกดดันให้ลาออกจึงเป็นหนึ่งเดือนที่ยิ่งลักษณ์ต้องหนีต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา แต่เสียงเรียกร้องของมวลมหาประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ ก็ยังคงก้องกังวานให้ยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาประชาชน
ผ่านมาถึงวันนี้ ไม่มีวี่แววว่ายิ่งลักษณ์จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง จึงทำให้มวลมหาประชาชนต้องใช้ยุทธวิธีกดดันมากขึ้นถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งบนเวทีราชดำเนิน มีการเสนอว่าอาจมีการระดมมวลชนจำนวนมากไปปิดล้อมบ้านพักนายกฯ ไม่ให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก
ขณะที่หน่วยข่าวกรองรัฐบาลรายงานตึกไทยคู่ฟ้าด้วยการวาดภาพให้น่ากลัวถึงขนาดว่ากำลังมีความพยายามจะลักพาตัวยิ่งลักษณ์บ้าง จับยิ่งลักษณ์มาขู่บังคับให้เซ็นใบลาออกบ้าง
แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ย้ำผู้ชุมนุมโดยตลอดเป็นม็อบคนดี พวกเราจะยึดหลัก สันติ สงบ อหิงสา แต่คนไม่ดีในสายตาผู้ชุมนุมไปแล้วก็ดูจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน
จับอาการได้นับตั้งแต่มวลมหาประชาชนเคลื่อนขบวนเข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาล ปฏิบัติการหนีนำมาใช้เพื่อรักษาชีวิตผู้นำ มีการปรับแผนวาระการทำงานนายกฯ ในลักษณะ ลับ ลวง พราง ปล่อยข่าวลวงให้คณะสื่อที่ติดตามทำข่าว เพราะหากมีการเผยแพร่ข่าวล่วงหน้าย่อมทำให้กองกำลังนกหวีดเตรียมตัวติดตามทัน
ด้านหนึ่งจัดหาเซฟเฮาส์ กำหนดสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นที่ตายตัว ไม่ว่าจะเป็นสโมสรตำรวจ สโมสรกองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงแรมห้าดาว รวมถึงโรงพยาบาลชื่อดังก็ยังเป็นที่เก็บตัว ขณะที่ฝ่าย รปภ.ถูกยกระดับสูงสุดในการรักษาความปลอดภัยชนิด “มดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม”
อย่าได้แปลกใจปฏิบัติการ “หนีไว้ก่อน สถานการณ์สอนไว้” ยังคงใช้ได้ดีสำหรับผู้นำไทย เช่น ครั้งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ลุกฮือขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกฯ จนต้องประกาศยุบสภา ก็ต้องทิ้งบ้านจรัญฯ 69 ทันทีบินสู่ จ.เชียงใหม่ ขณะที่ลูกพรรคไทยรักไทยสมัยนั้นออกปฏิทินเดินสายจังหวัดภาคอีสานอันเป็นฐานเสียงสำคัญ เช่น จ.อุดรธานี เพื่อหลีกหนีการเผชิญหน้ากลุ่ม พธม.ในเมืองหลวง หรือสมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่มีมวลชนเสื้อแดงขู่เอาชีวิตต้องพึ่งเฮลิคอปเตอร์บินไปกบดานที่คอนโดหัวหิน สลับเข้าพักบ้านทหารในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
เช่นเดียวกับยิ่งลักษณ์ อาศัยจังหวะมวลมหาประชาชนนับล้านกำลังคึก ก็ขอพาตัวเองเผ่นเสียงนกหวีดตั้งแต่ค่ำวันที่ 11 ธ.ค. บินสู่ จ.เชียงใหม่ อ้างเพื่อไปประชุมแก้ปัญหาหมอกควัน ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องแห่มาต้อนรับให้กำลังใจเนืองแน่น ก่อนเดินทางต่อไป จ.ลำปาง และย้อนกลับมาพักบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. อันเป็นวันเดียวกับที่กรุงเทพฯ จัดเวทีเปิดรับฟังความเห็นหาทางออกประเทศไทยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ยิ่งทราบข่าวสุเทพประกาศรวมพลมวลมหาประชาชนอีกหลายล้านคน ให้มากกว่าวันที่ 24 พ.ย. และ 9 ธ.ค. มาแสดงพลังเผด็จศึกนายกฯ ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ก็ทำให้กำหนดการยิ่งลักษณ์ทัวร์อีสานเกิดขึ้นโดยพลัน ระหว่างวันที่ 17-22 ธ.ค. เริ่มตั้งแต่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ มีการประสานส่วนราชการติดต่อโรงแรมตามจังหวัดสำคัญนอนพักค้างแรม
อย่างไรก็ตาม แม้จะอ้างว่าใช้เวลาดังกล่าวตรวจราชการต่างจังหวัด แต่สำหรับรายชื่อจังหวัดที่กำหนดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย เรียกได้ว่า “พื้นที่นี้ปลอดภัยไร้กังวล”
สถานการณ์ชุมนุมยังคงดำรงต่อไป มีการปราศรัยเรียกร้องให้ยิ่งลักษณ์เสียสละด้วยการลาออกทุกค่ำคืน
นับจากนี้เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนก่อนถึงวันที่รัฐบาลกำหนดเลือกตั้ง 2 ก.พ. ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชุมนุมกดดันยิ่งลักษณ์ให้ลาออกต่อไป จึงเป็นหนึ่งเดือนที่ยิ่งลักษณ์ต้องหนีต่อไป
หนีนกหวีด หนีปิดล้อม หนีการติดตามหาตัว
หนีทุกปัญหา...ความวุ่นวายทางการเมือง
ต้องกลายเป็นนายกฯ รักษาการเร่ร่อนหาที่พึ่งพิงจากมวลมหาประชาชนสนับสนุนเพื่อไทยไปพลางๆ
ส่วนหลังวันที่ 2 ก.พ. ยิ่งลักษณ์ต้องเตรียมวางแผนหนี และจะหนีไปถึงต่างแดนเหมือนอดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวกำหนด







