
ขอ‘กกต.’ลดภาษีดีเซลต่อ
คลังชี้ไม่อนุมัติวุ่นแน่ราคาขึ้น5.31บาท/ลิตร
คลังชี้ไม่อนุมัติวุ่นแน่ราคาขึ้น5.31บาท/ลิตร
ยันไม่เข้าข่ายหาเสียงผิดกฎหมายเลือกตั้งคลังวุ่นหาช่องขอ กกต.ลดภาษีน้ำมันดีเซลต่อ ยันไม่ได้หาเสียง แต่ไม่อนุมัติจะกระทบเศรษฐกิจหนัก
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง อยู่ระหว่างเตรียมหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เห็นชอบต่ออายุมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลจากลิตรละ 5.31 บาทต่อลิตร เหลือ 0.005 บาทต่อลิตร หลังจากที่มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.นี้ และรัฐบาลรักษาการไม่สามารถต่ออายุมาตรการได้อีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ต้องกลับไปใช้อัตราเดิม ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกดีเซลในตลาดปรับขึ้นทันทีในวันที่ 1 ม.ค. 2556 เท่ากับอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่าหากมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลไม่ได้รับการเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะส่งผลกระทบกับต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศเร่งตัว กระทบเศรษฐกิจในปีหน้าให้มีปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะมีความเปราะบางอยู่แล้ว จากเศรษฐกิจปีนี้ที่ล่าสุดคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ต่อปี และยังมีปัญหาการเมืองที่มีแนวโน้มยืดเยื้อไปถึงปีหน้า
อย่างไรก็ตาม การขออนุมัติจาก กกต. ยังมีปัญหาจะขอลดภาษีน้ำมันดีเซลครั้งละเดือนเหมือนที่รัฐบาลทำมา หรือจะขอครั้งเดือนเป็นเวลาหลายเดือนให้นานพอที่คาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเข้าใจว่านโยบายลดค่าครองชีพประชาชนไม่เข้าข่ายหาเสียง จึงพยายามหาทางเจรจากับ กกต. ให้ได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 31 ธ.ค.นี้
“ความผิดพลาดนโยบายลดภาษีน้ำมันดีเซล เพราะลดครั้งละเดือนมาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยที่ไม่ทยอยปรับเพิ่มภาษีขึ้นบ้างตามข้อเสนอของกรมสรรพสามิตที่ผ่านมา และเมื่อต้องมายุบสภาโดยที่ไม่ตั้งตัวมาก่อน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมา” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หาก กกต. ไม่อนุมัติให้ลดภาษีน้ำมันดีเซล ก็ต้องใช้วิธีให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงานชดเชยราคา ซึ่งก็จะมีปัญหาทำให้เงินกองทุนน้ำมันฯ ติดลบอย่างรวดเร็ว เพราะหากต้องชดเชยราคาน้ำมันดีเซลกว่า 5 บาทต่อลิตร จะต้องใช้เงินเดือนละ 9,000 ล้านบาทเท่ากับเงินภาษีที่กรมสรรพสามิตต้องสูญเสียไปจากการลดภาษีดังกล่าว ซึ่งที่
สำหรับการขอต่ออายุมาตรการรถเมล์และรถไฟฟรีเพื่อประชาชน เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมต้องเสนอ ส่วนการชดเชยค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อยเป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน







