posttoday
หอการค้าฯ หวั่นหลังเลือกตั้ง วิกฤตม็อบหวนคืน

หอการค้าฯ หวั่นหลังเลือกตั้ง วิกฤตม็อบหวนคืน

05 พฤษภาคม 2553

นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยในงานสัมมนาทางรอดเศรษฐกิจไทยภายใต้วิกฤตการเมืองว่า เมื่อมีโจทย์ว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พ.ย.นี้แล้ว รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ แต่หนทางที่จะดำเนินการนั้นจะเป็นอย่างไรก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ที่สุดแล้วปัญหาทางการเมืองจะจบลงจริงๆ หรือไม่

“ส่วนตัวยังมีความเป็นห่วงสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง หากแก้ปัญหาด้วยกรอบสร้างความปรองดอง 5 ประการ หรือโรดแมปแล้ว แต่การเลือกตั้งยังมีการคอร์รัปชัน มีการกีดกันการหาเสียงในพื้นที่บางพื้นที่ เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของพรรคการเมืองบางพรรค ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม และจะกลับมาประท้วงกลายเป็นวังวนเดิมอีก” นายฉัตรชัย กล่าว

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบ้านเมืองสามารถกลับคืนสู่ความเป็นปกติสุขเช่นเดิม เชื่อว่าจีดีพีของประเทศไทยจะพุ่งขึ้นสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4.5% อาจจะไปแตะในระดับ 5% ได้ เพราะประเทศไทยพึ่งรายได้จากการส่งออกไปต่างประเทศถึง 70% ซึ่งตัวเลขจากการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ยังเป็นตัวเลขที่ดีอยู่

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือการลงทุนจากต่างประเทศได้ชะลอการลงทุนไปแม้จะได้รับการสนับสนุนการลงทุน หรือบีโอไอ จากกรมส่งเสริมการส่งออกแล้ว แต่ยังไม่เดินหน้าลงทุนอันเนื่องมาจากความไม่มั่นใจนั้นเอง

สำหรับวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นั้นขอให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชนมองว่าเป็นโอกาสที่จะเป็นแรงผลักดันตัวเองเข้มแข็งขึ้น ส่วนภาครัฐที่จะต้องดำเนินการ คือการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้น จะต้องขยายจำนวนคนชนชั้นกลางให้มากขึ้น

เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นเกิดจากจำนวนคนชนชั้นกลางมีมากกว่าคนชนชั้นล่าง และคนชนชั้นกลางจะเป็นผู้ที่เสียภาษีให้กับรัฐ เมื่อรัฐเก็บภาษีได้เป็นจำนวนมากก็จะช่วยให้ รัฐสามารถดำเนินโครงการรัฐสวัสดิการที่ดีให้กับประชาชนได้ และประชาชนจะรู้สึกถึงความเท่าเทียมกันในสังคม

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้องปรับปรุงการทำงานของข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของภาคเอกชนให้มีความเข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ภายนอกประเทศ รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นในอนาคตของประชาคมอาเซียน ไม่เช่นนั้นแล้ว การทำงานของภาคเอกชน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศจะไม่ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินงานทั้งนี้ อยากให้มองวิกฤตการเมืองครั้งนี้เป็นโอกาส ผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้มแข็งขึ้น รัฐหาทางสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ข้าราชการควรจะเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปพร้อมปรับตัวเพื่อสนับสนุนเอกชนพัฒนาประเทศ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับโรดแมปของรัฐ 100% เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ แต่ต้องการให้มีการทำแผนปฏิบัติการ ระบุเรื่องที่ต้องการแก้ปัญหา และมีกรอบเวลาในการปฏิบัติการที่ชัดเจน เช่น จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายใน 1 ปีได้อย่างไรเป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้แผนของรัฐบาลมีความสมบูรณ์มากขึ้น

ขณะที่การจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโรดแมพ ก็ควรจะมาจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องวางประโยชน์ส่วนตัวไว้ข้างหลัง และเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

“หากมีการยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงจริง ก็ถือเป็นแค่การจบปัญหาชั่วคราว แต่ปัญหาอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ จึงต้องอาศัยการแก้ไขต่อไป รวมทั้งต้องดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำความผิดต่อไป และรัฐบาลควรจะรีบยกเลิกการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน” นายอัทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องสำคัญและอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ดังนั้นรับบาลจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร เพราะขณะนี้รัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซงด้านราคา ไม่ได้มุ่งหวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างจริงจัง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือเอสเอ็มอี ที่เป็นกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จึงต้องช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีให้ดีขึ้นกว่านี้ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องมีรัฐบาลใหม่ มาตรการที่ควรต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องก็ต้องทำต่อ เพราะหลายเรื่องคงจะทำไม่เสร็จภายในเวลา 6 เดือนอย่างที่วางไว้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ