posttoday
ทางสองแพร่ง "ปชป."

ทางสองแพร่ง "ปชป."

16 ธันวาคม 2556

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การต่อสู้ในทางการเมืองขณะนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อยึดสถานที่ราชการอันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ หรือการเข้าสลายการชุมนุม

แต่เป็นการชิงชัยหาแนวร่วมให้กับตัวเองว่าการปฏิรูปควรเกิดก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แน่นอนว่าต้องการให้การปฏิรูปการเมืองเกิดก่อนการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าปัญหาของประเทศในเชิงโครงสร้างยังคงอยู่เหมือนเดิม และไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะทำให้ข้อเรียกร้องของ กปปส.เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่งผลให้ กปปส.คิดว่าทางที่ดีที่สุด คือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ทุกคนควรลาออกเพื่อเสียสละให้เกิดการตั้งสภาประชาชนและมีนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7

ไม่เพียงเท่านี้ กปปส.ยังต้องการหาแนวร่วมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการตั้งสภาประชาชนผ่านการเดินสายเข้าพบองค์กรภาคเอกชนและภาครัฐ ดังจะเห็นได้จากการหารือกับผู้นำ 7 องค์กรภาคเอกชน และผู้นำเหล่าทัพ หรือการเปิดเวทีสมัชชามวลมหาประชาชนและเวที กปปส.พบสื่อมวลชน ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ภาพที่ออกมามีส่วนช่วยให้ กปปส.มีภาพทางการเมืองที่ไม่ดูแข็งกร้าวมากนัก หลังจากก่อนหน้านี้แสดงท่าทีแตกหักมากเกินไปจนถูกตั้งคำถามว่าต้องการให้การเมืองแตกหักไปเพื่อประโยชน์อะไร

ขณะที่รัฐบาลแม้ว่าจะเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมืองและแสดงท่าทีในการพร้อมลงสัตยาบัน แต่มีเงื่อนไขว่าการปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมหลังจากผ่านวันเลือกตั้ง 2 ก.พ.ไปก่อน ซึ่งระหว่างนี้ยินดีจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย โดยได้มอบหมายให้ “ธงทอง จันทรางศุ” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

ส่วนรัฐบาลจะขอทำหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น เห็นได้จากการไปลงพื้นที่เชียงใหม่ของนายกฯ เพื่อหลบการเมืองร้อนๆ ในกรุงเทพมหานครเพื่อส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐบาลปล่อยให้การปฏิรูปการเมืองเป็นของประชาชน

ทั้งนี้ ประเมินดูแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าการแย่งชิงความชอบธรรมจากประชาสังคมของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการพักยกชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเลือกตั้ง แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการ ก็เท่ากับว่าอีกไม่นานสถานการณ์ทางการเมืองจะกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ในภาวะนี้ใช่ว่าจะมีแต่การห้ำหั่นกันระหว่าง กปปส.และรัฐบาลเท่านั้น เนื่องจากในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ก็มีความขัดแย้งกันเองเหมือนกับไฟสุมทรวงเช่นกัน เพราะกำลังคิดไม่ตกว่าจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง 2 ก.พ.หรือไม่ โดยพรรคจะตัดสินกันอย่างเด็ดขาดในวันที่ 1617 ธ.ค.

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้พรรค ปชป.ได้แบ่งออกเป็น 2 ปีก

ปีกหนึ่งนำโดยกลุ่ม สส.ภาคใต้ ที่สนิทสนมกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ไม่ต้องการให้พรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าหากพรรคทำอย่างนั้นจะไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้กปปส.ถูกโดดเดี่ยวทางการเมือง และทำให้การต่อสู้ของ กปปส.ที่ผ่านมาไร้ความหมาย

ประกอบกับไม่มีหลักอะไรที่ยืนยันได้ว่าพรรค ปชป.จะมีโอกาสชนะพรรคเพื่อไทย เพราะขุมกำลังพรรคเพื่อไทยยังอยู่กันหนาแน่น และแถมเป็นฝ่ายคุมอำนาจรัฐไว้ในมือ จึงคิดว่าสู้เสริมแรงให้ กปปส.ด้วยการไม่ลงสมัครเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงน่าจะดีกว่า

ส่วนอีกปีกหนึ่งเป็นกลุ่ม สส.ที่อยู่ในกลุ่ม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค แสดงความจำนงอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคควรส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้สังคมเห็นว่าพรรค ปชป.ยังคงต้องการรักษาระบบรัฐสภาเอาไว้ เหนืออื่นใดจะได้ไม่เป็นแผลให้พรรคเพื่อไทยนำไปใช้หาเสียงได้ว่าพรรค ปชป.ต้องการใช้ทางลัดเพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล

นอกจากนี้ยังมองว่าการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นจะสร้างความบอบช้ำให้กับพรรคเพื่อไทยได้พอสมควร เนื่องจากจะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยด้วยเหตุผล คือ รับไม่ได้กับการพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ดังนั้น จะเป็นโอกาสที่พรรค ปชป.จะได้ดึงเสียงของประชาชนในกลุ่มนี้มาเป็นของพรรค แม้ว่าจะไม่ได้มาทั้งหมดก็ตาม

ที่สำคัญการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เหมือนกับการยุบสภาเลือกตั้งเมื่อปี 2549 เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในครั้งนั้นมีปัญหาความโปร่งใสและขาดความเป็นกลาง จึงกลายเป็นความชอบธรรมที่พรรค ปชป.จะไม่ส่งคนลงสมัครได้ แต่ครั้งนี้สถานการณ์ต่างกับอดีตในหลายเงื่อนไข

โดยเฉพาะกลไกขององค์กรอิสระทั้งกกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ยังสามารถทำงานได้ปกติ ผนวกกับล่าสุดได้มี กกต.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว กลุ่ม สส.พรรค ปชป.ในปีกนี้จึงคิดว่าไม่ควรทิ้งสนามเลือกตั้ง 2557 ไป

จากภาวะที่เกิดขึ้นในพรรค ปชป.ตอนนี้นับเป็นสภาพที่บีบคั้นและสร้างความตีบตันให้กับพรรคพอสมควร ไม่ว่าที่สุดแล้วพรรคจะเลือกทางไหนก็ตามย่อมหนีไม่พ้นการเสียพวกและการเสียแนวร่วม

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์