
เรกูเลเตอร์ดึง46รายใหญ่นำร่องร่วมโครงการลดใช้ไฟ
“เรกูเลเตอร์” ดึง 46 รายใหญ่ นำร่องลดใช้ไฟฟ้าช่วงปลายปี หวังตั้งเป้าลดการใช้ไฟได้ 200 เมกะวัตต์ลดต้นทุนน้ำมันเตา 25.2 ล้านบาท กดค่าเอฟทีหน่วยละ 0.05 สต.
“เรกูเลเตอร์” ดึง 46 รายใหญ่ นำร่องลดใช้ไฟฟ้าช่วงปลายปี หวังตั้งเป้าลดการใช้ไฟได้ 200 เมกะวัตต์ลดต้นทุนน้ำมันเตา 25.2 ล้านบาท กดค่าเอฟทีหน่วยละ 0.05 สต.
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำโครงการนำร่องส่งเสริมการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุด หรือ Thailand Demand Response เพื่อนำมาใช้ในช่วงที่แหล่งก๊าซธรรมชาติเยตากุนจากพม่าหยุดจ่าย ระหว่างวันที่ 25–27 ธ.ค. 2556 โดยจะเชิญผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ 46 แห่ง เข้ามาร่วมกันลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อทดสอบความพร้อมที่จะนำกลไก Demand Response มาใช้บริหารจัดการในช่วงเวลาความต้องการไฟฟ้าสูงสุดวิกฤตในช่วงเดือน เม.ย. และ มิ.ย. 2557 ซึ่งในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ได้เชิญผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่กว่า 46 ราย ได้แก่ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มอาคารธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า มาลงทะเบียนเข้าโครงการ โดยคาดหวังจะนำผลทดสอบที่ได้มาเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติในครั้งต่อๆ ไป
“ผลที่คาดว่าจะได้คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงในช่วงเวลาใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) และลดการใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนช่วยลดภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าในส่วนของค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ได้อีกด้วย” นายดิเรก กล่าว
นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวเสริมว่า การดำเนินโครงการนำร่องนี้ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าประมาณ 200 เมกะวัตต์ ในระหว่างวันที่ 25–27 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00–20.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงไฟพีกของระบบไฟฟ้าของประเทศ
อย่างไรก็ตาม สกพ. ได้คาดการณ์ว่า หากสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 4.2 ล้านหน่วยตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะทำให้ประหยัดการใช้น้ำมันเตาได้ประมาณ 25.2 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงค่าเอฟทีในงวดถัดไปจะลดลงได้ประมาณ 0.05 สต.ต่อหน่วย สำหรับการดำเนินการต่อไป สกพ. จะพัฒนารูปแบบของโครงการ Demand Response ให้สามารถจูงใจผู้ใช้ให้ลดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยการให้เงินชดเชยบางส่วนจากค่าเอฟทีที่ประหยัดได้ เพื่อให้โครงการ Demand Response เป็นกลไกถาวรในการแก้ไขวิกฤต และลดต้นทุนค่าไฟฟ้า รวมทั้งชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต่อไป
โดยให้ กฟผ. ที่ทำหน้าที่ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าและรับผิดชอบโครงการเป็นผู้บริหารการลดการใช้ไฟฟ้า และให้ กฟน. กฟภ.ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวม หรือ Load Aggregator ส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละราย เพื่อคำนวณส่วนต่างระหว่างปริมาณการใช้ไฟฟ้าของผู้เข้าร่วมโครงการ ในระหว่างวันที่25 – 27 ธ.ค.นี้ เทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าฐานเฉลี่ย ในระยะเวลา 10 วันก่อนการเริ่มโครงการนำร่องฯ โดย กฟน. และ กฟภ. จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ กฟผ. ไปประเมินศักยภาพของโครงการต่อไป
“สำหรับการดำเนินการต่อไปสกพ. จะพัฒนารูปแบบของโครงการ Demand Response ให้สามารถจูงใจผู้ใช้ไฟฟ้าให้ลดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยการให้เงินชดเชยบางส่วนจากค่าเอฟที ที่ประหยัดได้ เพื่อให้โครงการ Demand Response เป็นกลไกถาวรในการแก้ไขวิกฤต และลดต้นทุนค่าไฟฟ้า รวมทั้งชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต่อไป” นางพัลภากล่าว







