
ตื่นแล้ว...อย่านอนหลับ
นี่ใช่เรื่องการเมืองของนักการเมือง แต่มันเป็นเรื่องชะตากรรมประเทศที่คนไทยทุกคน
นี่ใช่เรื่องการเมืองของนักการเมือง แต่มันเป็นเรื่องชะตากรรมประเทศที่คนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วม ส่งเสียงไปถึงผู้ใช้อำนาจอย่าย่ามใจทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง มิฉะนั้นจะเจออย่างที่เห็น
“ประเทศไทยอยู่ในมือพวกเราทุกคนจริงๆ เราต้องร่วมกันสร้างประเทศไทย” ประโยคนี้เคยใช้สปอตรณรงค์ขององค์กรหลายแห่งกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวทางการเมือง แต่ทำไงได้ก็ไทยเฉยนี่ ปลุกเท่าไร ก็ไม่ขึ้น เลยถูกพวกเหล่าอสูรร้ายใส่สูทฉกชิงทรัพยากรชาติ เพราะเราเบื่อกับความขัดแย้ง คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เขาจึงอาศัยช่วงไทยหลับ รุมโทรม ปู้ยี่ปู้ยำ ไม่เหลือชิ้นดี
ณ พ.ศ.นี้ ประชาชนได้สำแดงให้เห็นแล้วไม่ยอมนักการเมืองขี้ฉ้อ เพราะรู้ว่า ถ้าเราเบื่อการเมืองเมื่อไร คนเหล่านั้นก็จะทุจริต กินทรัพยากรในปัจจุบันไม่พอ ยังไปหากินกับเงินในอนาคต อ้างทำโครงการบังหน้าเพื่อประชาชน แต่สุดท้ายงบประมาณที่เหลือมาใช้พัฒนาจริงๆ ถูกแทะแบ่งหัวคิวเป็นด่านๆ เหลือแค่แท่งไอติมบางๆ มาถึงมือประชาชน
เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนกว่ามานี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คนไทยนับล้านตื่นตัวออกมาชุมนุม เดินขบวน ขับไล่นักการเมืองเหลิงอำนาจ คิดว่ามีเสียงข้างมาก สามารถทำอะไรเพื่อตัวเองและครอบครัวได้ ประชาชนจึงใช้สิทธิในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตะโกนบอกนักการเมืองดังๆ ว่า “ฉันไม่เอาคุณ อย่ามาทำพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ลักหลับเรา เอาอำนาจเราไปช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว”
นี่เป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ ชี้ว่า พลังของประชาชนได้เบ่งตาโตขึ้นหลังจากสะลึมสะลือ งัวเงีย ถูกปลุกให้ตื่นมาหลายครั้ง
ว่าตามจริง คนไทยเริ่มตระหนักในสิทธิเสียงของตนเองในช่วงหลังมานี้กับสงครามสองขั้วสองสี จนลุกลามมีการรัฐประหาร การใช้ความรุนแรง ทหารออกมากระชับพื้นที่ การชุมนุมปิดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ เผาห้าง ศาลากลางจังหวัด มีระเบิดเอ็ม 79 ลงไม่เว้นแต่ละวัน เพราะเริ่มรู้ว่า ถ้าปล่อยให้การเมืองเละเทะ สุดท้ายมันก็กระทบกับตัวเขา ไม่ว่าสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ได้รับ เศรษฐกิจชะงักงัน ขายของไม่ได้ นายทุนใช้เป็นข้ออ้างตัดโบนัส สวัสดิการเพื่อลดค่าใช้จ่ายลูกจ้าง
การตื่นรู้ เท่าทันของภาคพลเมือง ช่วยปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองไปในด้านบวก แน่นอนการซื้อเสียงแม้จะมีอยู่ แต่ก็ทำยากขึ้น เพราะมีกลไกตรวจสอบหลายองค์กร ขณะเดียวกันพฤติกรรมประชาชนก็เปลี่ยนไป รู้จักแยกแยะ ไม่เกรงใจ ผู้อุปถัมภ์ ใครให้เงิน ก็รับจริงอยู่ แต่ใช่ว่าจะเลือกคนที่ให้เสมอไป
การแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมืองมีมากและเข้มข้น แม้ว่าจะเป็น “ประชานิยม” ใช้เงินมหาศาล เป็นผลร้าย ทำให้ประชาชนเสพติดกับการลด แลก แจก แถม แต่การปรับ ประชานิยม ให้เป็นสวัสดิการนิยม ไม่สุดโต่ง ด้วยการ แจกอย่างเดียว ก็ต้องผ่านห้วงเวลาปรับเปลี่ยนไปสู่ นโยบายที่มีคุณภาพขึ้น
เราได้เห็น คนไทยออกมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง กระทั่งยอมตายเพื่อประชาธิปไตย ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ผูกคอตายเพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คนตาบอด โบกธงชาติสู้กับตำรวจ คนแก่ คนชรา นั่งรถเข็นออกมาชุมนุม ประท้วง ไอ้หนุ่มกางเกงในตัวเดียว วิ่งเข้าใส่มวลมหาแก๊สน้ำตา
ภาพการลุกฮือของมหาชนนับล้านเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวันที่ 9 ธ.ค. ทั้งคนเมืองในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ร่วมกันลุกฮือครั้งใหญ่ ไหลมารวมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อปฏิเสธรัฐบาลที่ใช้อำนาจมิชอบ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ได้ยกระดับขบวนการต่อสู้ภาคประชาชนในประเทศไทย ซึ่งประกอบจากหลายปัจจัย ทั้งพลังออนไลน์แชร์ภาพ ส่งข้อความแจ้งข่าว แพร่คลิป มีอิทธิพลมากกว่าทีวีกระแสหลัก ที่ปิดหูปิดตาไม่นำเสนอข้อเท็จจริง “ไทยสปริง” จึงยิ่งใหญ่ไม่แพ้อาหรับสปริง
ความก้าวหน้าอื่นที่ได้เห็นจากพลังประชาชนครั้งนี้ คือ ความพยายามระงับการใช้ความรุนแรง ถึงแม้ว่าจะมีการปะทะ สกัดกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แต่ก็มีความสูญเสียในระดับที่พอรับได้ ทั้งที่มีคนออกมาชุมนุมเรือนล้าน
ได้เห็นผู้นำกองทัพ ถอยสุดซอย ไม่กล้าเอารถถังออกมาทำการปฏิวัติ หลังจากมีกองเชียร์ให้ทหารเอกเซอร์ไซส์ผ่าวิกฤต ทหารจึงได้รับเสียงชื่นชมวางบทบาทได้ดี เดินในกรอบ กติกา ไม่แทรกแซงการเมือง สร้างปมขัดแย้งซ้อนขึ้น
ได้เห็นกลุ่มพลังต่างๆ ที่มีบทบาทในสังคม โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่ชอบเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง อยากเห็นสังคมเข้มแข็ง แต่ไม่เคยมาลงแรงช่วย มีแต่ซีเอสอาร์ผิวๆ มาครั้งนี้เข้ามามีส่วนคลี่คลายวิกฤต เพราะรู้แล้วว่า ถ้าการเมืองยังขัดแย้งแล้วทุกฝ่ายยังลอยตัว ปล่อยให้พันตูกันเอง เอกชนก็ได้รับผลกระทบสาหัสเช่นกัน
เมื่อนี่เป็นโอกาสทองที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย ไม่ว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ก็เป็นจังหวะสำคัญ เหล็กกำลังร้อน ต้องตีตอนร้อน ประตูกำลังเปิด ต้องรีบวิ่งเข้า อย่าทำให้พลังนับล้านครั้งนี้ต้องเสียเปล่า แล้วหายวูบไปกับสายลม และหลงเชื่อกับคำโกหก บิดเบือนของนักการเมือง จนเราต้องกลับมานับหนึ่งใหม่กันอีก







