
'ไทยต่าง' ร่วมล้าง 'ชั่ว'
มวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้มีจำนวนมาก
มวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้มีจำนวนมากมายมหาศาลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. ซึ่งได้รับการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์โลกว่ามีจำนวนผู้คนที่ออกมาเดินขบวนไปตามท้องถนนทั่วกรุงเทพมหานครกว่า 5 ล้านคน อย่างที่ไม่เคยมีขึ้นในประเทศใดๆ มาก่อน
มีผู้วิเคราะห์กันมากมายว่า “ทำไมคนไทยจึงออกมาร่วมกันอย่างมากมาย” ส่วนหนึ่งก็พยายามแยกแยะว่าคนที่มาร่วมชุมนุมจำนวนมากอย่างยิ่งนี้ประกอบด้วยคนกลุ่มใด คนที่ยึดติดทฤษฎีตะวันตกหรือคิดตามแบบเก่าๆ ก็จะมองว่าเป็นการต่อสู้ทาง “ชนชั้น” ระหว่างชนชั้นปกครองที่เรียกว่าอำมาตย์ ที่มีชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นฐานมวลชนที่สำคัญ ต่อสู้กับชนชั้นล่างที่เรียกว่าไพร่หรือรากหญ้า ที่มีกลุ่มเกษตรกร คนยากคนจน และคนในชนบทเป็นฐานพลัง กระทั่งเชื่อมโยงไปกับทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ว่าถึงเวลาที่คนในเมืองจะโค่นล้มรัฐบาลอีกแล้ว หลังจากคนในชนบทได้เลือกตั้งรัฐบาลนี้เข้ามา
คนที่มองสังคมไทยเป็นชั้นๆ อย่างนี้คงไม่ได้อ่านตำราเกี่ยวกับสังคมวิทยาในเรื่องเกี่ยวกับพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง (ขออนุญาตโฆษณาหนังสือเล่มนี้สักหน่อยว่าเป็นหนังสือที่ใช้เรียนสำหรับนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขียนโดยอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ทั่วประเทศกว่า 10 ท่าน หาซื้อไปอ่านได้ครับ) เพราะถ้าได้อ่านก็จะทราบอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยไม่ได้มีความแตกต่างทางชนชั้นจนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองการปกครองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้จะเป็นในสมัยอยุธยาที่ระบบไพร่ได้ถือกำเนิดขึ้น เพราะสังคมไทยไม่มีการกีดกั้นทางชนชั้น เช่น การแต่งงาน การประกอบอาชีพ หรือข้อห้ามทางศาสนา ทำให้คนไทยสามารถ “ยกระดับ” สถานะของตัวเองได้เสมอ ซึ่งภาษาสังคมวิทยาเรียกว่า “การเลื่อนไหลทางชนชั้น” ถ้ายังไม่เข้าใจในเรื่องนี้อย่างเพียงพอก็อยากจะแนะนำให้ไปอ่านวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนสังคมไทยในสมัยอยุธยา ก็จะเห็นว่าแม้แต่ “คนคุก” ก็สามารถอาสาไปรบทัพจับศึกได้ แถมกลับมาก็ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางหรือกลับไปประกอบอาชีพได้เป็นปกติ
ภาพนี้ถ้ายังไม่ชัดก็ให้ดูเหตุการณ์ปัจจุบันที่บรรดาแกนนำของคนบางกลุ่มที่ยกระดับจากความเป็นไพร่ไปเป็นอำมาตย์ได้ง่ายๆ เพียงอ้างความเป็นตัวแทนของคนบางกลุ่มที่ถูกหลอกลวงให้มาเป็นฐานอำนาจด้วยนโยบายประชานิยมและลัทธิ “ผีบุญเจ้ามูลเมือง”
อีกอย่างหนึ่งนั้น ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของอาจารย์เอนกก็ไม่ได้แบ่งสังคมไทยตามแบบชนชั้นของฝรั่ง แต่เป็นการแบ่งตาม “พัฒนาการโดยจิตสำนึก” ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวของประชาชนเอง อย่างคนในเขตเมืองก็เป็นผลมาจากความเป็นอิสระจากกันและกัน ร่วมกับอิทธิพลของสื่อต่างๆ และความใกล้ชิดในข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้คนในเมืองมีข้อพิจารณาทางการเมืองที่มากมายและซับซ้อนกว่าคนในชนบทที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนมากกว่า แต่ห่างไกลหรือไม่ค่อยได้เสพสื่อ อันเป็นผลมาจากชีวิตที่วุ่นวายอยู่กับการทำมาหากิน หรือมีสำนึกมาแต่ดั้งเดิมว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ปกครอง แต่ภายหลังที่ธนาธิปไตยได้เติบโตขึ้นในช่วง พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา ได้ทำให้คนในชนบทเกิดสำนึกใหม่ว่าคะแนนเสียงของพวกเขามี “ราคา” มากมายเพียงใด คือไม่เพียงแต่จะมีผลตอบแทนเป็นเงินแล้ว ยังหมายถึงนโยบาย “อะไรก็ได้” ที่ทำให้เขาสุขสบายยิ่งขึ้น ซึ่งนักการเมืองก็ต้องโปรยปรายเลี้ยงดูเพื่อหวังการได้เป็น “เสียงข้างมาก”
การต่อสู้ของ กปปส.ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ มีการมองว่าเป็นการยืมมือมวลชนคนชั้นกลางและคนในเขตเมืองโดยมี “อำมาตย์” อีกพวกหนึ่งหนุนหลัง แต่ถ้าถามใจคนที่ออกไปร่วมชุมนุมจำนวนนับล้านๆ คน กับคนที่เอาใจช่วยอยู่ตามที่ต่างๆ อีกนับสิบๆ ล้านคนทั่วประเทศ ก็น่าจะ “ถีบหน้า” นักวิเคราะห์ที่มีอคติต่อสังคมไทยหรือมองสังคมไทยอย่างผิดๆ มาโดยตลอดเหล่านั้นว่า คนไทยที่ออกมาร่วมเดินขบวนและให้กำลังใจในการต่อต้านระบอบทักษิณนี้ ไม่ได้ออกมาเพราะมีใครชักจูง หรือต้องการสู้กับคนในชนบท หรือด้วยความขัดแย้งทางชนชั้นแต่อย่างใด แต่ออกมาด้วย “สำนึกของพลเมือง” ในการต่อสู้กับความเลวร้าย เพื่อล้มล้างระบอบอันชั่วร้าย โดยมีรูปธรรมที่เป็นจุดมุ่งหมายร่วมกัน นั่นก็คือ “ทักษิณกับเครือญาติและสมุนบริวาร”
“สำนึกของพลเมือง” นี่เองที่กำลังสร้างประชาธิปไตยในยุคใหม่ของประเทศไทย ซึ่งในทฤษฎีรัฐศาสตร์กล่าวไว้ว่าในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่หรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติ” นั้น จะต้องเริ่มจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเกิดสำนึกพิเศษที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อที่เรียกว่า “อุดมการณ์” เช่น อุดมการณ์เสรีชนที่เกิดขึ้นในอังกฤษและฝรั่งเศส โดยอังกฤษก็เกือบเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐได้สำเร็จในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่ด้วยการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ที่ยอมรับอำนาจของรัฐสภา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษประคับประคองและแข็งแรงมั่นคงได้ในที่สุด ส่วนฝรั่งเศสกลับตรงกันข้ามเพราะระบอบกษัตริย์ได้สร้างรอยร้าวในสังคมค่อนข้างมาก ดังนั้นหลังการโค่นล้มกษัตริย์ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็มีพัฒนาการที่โลดโผนมากมาย กว่าจะมั่นคงแข็งแรงได้ก็ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว
ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยเมื่อ 24 มิ.ย. 2475 สังคมไทยก็เกิดสำนึกพิเศษขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 นั้นแล้ว นั่นคือกระแสของความคิดที่จะให้มีการปกครองแบบที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีรัฐสภามาทำหน้าที่แทน แต่เป็นสำนึกที่เกิดขึ้นในหมู่อำมาตย์เป็นหลัก ดังนั้นจึงอาจจะเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นได้ว่า “อำมาตยาภิวัฒน์” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชาภิวัฒน์” ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการนำของ กปปส.ในครั้งนี้เป็นคนละเรื่อง เพราะครั้งนี้สำนึกพลเมืองในการต่อสู้กับความชั่วนั้นชัดเจนที่สุด
มวลมหาประชาชนที่มาจากคนไทยกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก แม้จะมีความแตกต่างในสถานะ อาชีพ พื้นที่ และความสนใจ แต่ครั้งนี้ได้มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือการทำสงครามกับ “ความชั่ว ระบอบชั่ว คนชั่ว” จึงหวังว่า กปปส.จะได้เข้าใจถึง “กระแสสำนึก” อันยิ่งใหญ่ในเรื่องนี้ของคนไทย ซึ่งถ้าหาก กปปส.จะได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์นี้อย่างมุ่งมั่น แม้จะต้องอดทนรอคอยไปเป็นระยะๆ มวลมหาชนก็น่าจะยังให้การสนับสนุนอย่างมั่นคง โดยจะต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่นได้ว่าสิ่งดีๆ จะต้องมาแทนที่ “ระบอบชั่ว คนชั่ว” ได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
อย่าได้เชื่อว่า “รัฐบาลชั่ว” จะจริงใจในการปฏิรูปประเทศ แม้จะแหลบีบน้ำตาเต็มจอ!







