
บัณฑิตออกซฟอร์ดสู่...โฆษกกบฏนกหวีด
แม้ล่องในทะเลผืนเดียวกัน ทว่าเรือแต่ละลำล้วนเผชิญลมมรสุมต่างกันไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้ล่องในทะเลผืนเดียวกัน ทว่าเรือแต่ละลำล้วนเผชิญลมมรสุมต่างกันไป
ไม่ต่างอะไรกับวิกฤตการเมืองไทยเวลานี้ที่ได้สร้าง “บทพิสูจน์” ชิ้นใหญ่สำหรับ “ผู้เล่น” ในสนามหลายคน หนึ่งในนั้น คือ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สืบสายเลือด ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ และ พรเทพ เตชะไพบูลย์ และยังพ่วงตำแหน่งทั้ง “ทายาทบุญธรรม” และ “ทายาททางการเมือง” ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เขากำลังสวมหมวกทั้งโฆษกและแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่กำลังเคลื่อนไหวประจันหน้ากับรัฐบาลเพื่อไทยในเวลานี้
จาก “นักเรียนนอก” จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ บิดเส้นทางสู่เก้าอี้ “ผู้แทนราษฎร” ก่อนจะพลิกบทบาทสุดขั้วเป็น “แกนนำม็อบ” บนท้องถนนราชดำเนิน เอกนัฏให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงภารกิจสุดแสนท้าทายในชีวิตนักการเมืองคลื่นลูกใหม่ ที่เพิ่งก้าวสู่วัยเพียง 27 ปี แต่ได้ลิ้มการเมืองเกือบครบทุกรสชาติ
“ตอนนี้ผมเข้ามาทำงาน 5 ปีแล้ว ตอนที่ผมเป็น สส.ก็เป็น สส.ที่เด็กที่สุด ตอนนี้ก็เป็นแกนนำที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม กปปส. แล้วต่อไปถ้าเป็นกบฏก็น่าจะเป็นกบฏที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม” เอกนัฏ เริ่มต้นบทสนทนาพร้อมเสียงหัวเราะ
ก่อนหน้าจะมาเป็นว่าที่ “กบฏ” เลือดใหม่ เอกนัฏเคยเป็นอาจารย์สอนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังจบการศึกษาจากด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจจากออกซฟอร์ด ก่อนจะทิ้งงานสายอาจารย์และหันมาเริ่มชิมลางงานการเมืองในช่วงพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล
“จริงๆ ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่อยู่อังกฤษ กลับมาประเทศไทยเมื่อไร เวลาที่พรรคประชาธิปัตย์มีกิจกรรมปราศรัย มีการเลือกตั้ง ผมก็ติดตามการเมืองตลอดเวลา พอเรียนจบมาเผอิญเป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลพอดีก็ไปช่วยงานรัฐบาล เป็นข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ปฏิบัติหน้าที่จริงๆ คือเป็นเลขานุการส่วนตัวของท่านสุเทพมา 2 ปีกว่า ตั้งแต่ปี 2552 ถึงปี 2554ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ชีวิตการเมืองของผมนี่โชกโชนผาดโผนมาก
...ตลอด 2 ปีกว่า ผมก็อยู่กับท่านสุเทพตลอด งานเยอะหลายเรื่อง เพราะท่านรับหลายหน้าที่ทั้งเลขาธิการพรรค ผู้จัดการรัฐบาล และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านความมั่นคงตอนนั้นก็มีปัญหามาก ทั้งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการบุกรุกเข้าไปยังการประชุมอาเซียนที่พัทยา ผมก็อยู่ข้างในโรงแรม ต้องนั่ง ฮ.กลับมา มีการคลี่คลายสถานการณ์ในช่วง 23 วันนั้นผมก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ต่อมามีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ สถานการณ์บานปลายจนมีคนบาดเจ็บล้มตาย มีเหตุเกิดทุกวัน ผมเองก็อยู่ที่ ศอฉ.กรมทหารราบ 11 นอนอยู่ที่นั่นทุกคืน 70 กว่าวันในค่ายทหาร ติดตามท่านสุเทพตลอดเวลา”
แค่ออกสตาร์ทก็เจองานหินเป็นเลขานุการประจำตัวอดีตรองนายกฯ ที่ภารกิจวุ่นที่สุดในห้วงวิกฤตทางการเมือง แต่หลังจากนั้นเขาเจอโจทย์ใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาถึง
“เสร็จจากภารกิจเลขาฯ ท่านสุเทพ พรรคประชาธิปัตย์ก็ส่งผมลงเลือกตั้งในเขตทวีวัฒนา หนองแขม กรุงเทพฯ เขตนั้นก็หินพอสมควร เพราะเป็นเขตอิทธิพลเก่าของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เพราะน้องชายของเขาเป็น สก.ในเขตนั้น การเลือกตั้งครั้งนั้นก็สูสีทั้งสองฝ่าย คู่แข่งผมเป็นแชมป์เก่า 4 สมัย (แสวง ฤกษ์จรัล พรรคเพื่อไทย) เขตเดียวเบอร์เดียวก็ไม่เคยแพ้ใคร เพราะฉะนั้นกว่าผมจะชนะเลือกตั้งมาได้ ก็เลือดตาแทบกระเด็น
...ตลอด 34 เดือน เดินหาเสียงตลอดในตลาดตั้งแต่เช้าตีสี่ตีห้า จนถึงเที่ยงคืนเราก็ยังเดิน ลุยหาเสียงจนได้รับชัยชนะมา ชนะมาเสร็จหลังจากนั้น 3 เดือน ปรากฏว่าเขตเลือกตั้งประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ น้ำท่วมหนักมาก ตลอด 40 กว่าวันปริมาณน้ำสูง 2 เมตรกว่าทั้งเขต ก็อยู่สู้กับน้ำมาเดือนกว่า หลังจากนั้นในพื้นที่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการฟื้นฟูต่อ เรียกว่าไม่ได้หยุดเลย พอเป็น สส.ทำงานในสภามา 2 ปีกว่า ในที่สุดก็มาถึงช่วงที่สภาผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม”
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลายเป็นชนวนจุดไฟเร่งระดับอุณหภูมิการเมืองไทยจนพุ่งถึงขีดสุด เรียกเสียงต่อต้านรัฐบาลทั่วสารทิศ ถือเป็นเหตุสำคัญส่งผลให้ 9 สส.พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลาออกจากสภามาสู่ท้องถนนเพื่อนำมวลชนประท้วงรัฐบาล
“จริงๆ ความไม่พอใจของคนมันสะสมมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ความรู้สึกไม่พอใจมันถูกจุดขึ้นสู่ขีดสูงสุดตอนที่ สส.ซีกรัฐบาลพยายามออกกฎหมายนิรโทษยกเข่งในเวลาตีสี่ ในสภามันก็ป่วยการที่จะสู้ เพราะเราจะพูดจะเปิดอภิปราย เขาก็ปิดอภิปราย พูดอะไรเขาก็ไม่ฟัง เราก็ต้องออกมาต่อสู้กับวิธีการเผด็จการแบบนี้ แม้ประสบความสำเร็จ สว.โหวตไม่เห็นชอบ แต่จริงๆ แล้วทางกฎหมายยังไม่ได้ตายไป ถูกแช่แข็งไว้ 180 วัน เราก็ต้องตัดสินใจต่อไปว่าแล้วเราจะยังยอมรับระบอบแบบนี้ต่อไปไหม ประเทศจะยังอยู่กับระบอบแบบนี้ต่อไปได้หรือไม่
...หากจะสู้กับระบอบทักษิณต่อไปเพื่อทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลง หากเรายังคงเป็น สส.คนก็จะมองว่าทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ โยงเป็นขบวนการทางการเมือง สส. 9 คนก็ตัดสินใจว่าเราต้องการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ปฏิเสธผลพลอยได้และสิทธิการคุ้มครองเหนือประชาชนทั่วไป เราจึงยินดีที่จะเสียสละตำแหน่งเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าขบวนการของเราเป็นขบวนการทางประชาชนอย่างแท้จริง
ถือว่าเดิมพันสูงไหม? เอกนัฏตอบทันควัน “...สูงมากที่สุดในชีวิต เพราะผมเสียสละทุกอย่างในชีวิตที่ผมมี กว่าเราจะชนะเลือกตั้งมาเป็น สส.นั้นยากมาก แล้วทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ พรรคเขาจะโยนผมลงไปรับเลือกตั้ง เพราะกว่าผมจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าผมเหมาะสมในการเป็นผู้สมัคร ทำงานกับท่านสุเทพมาจนคนในพรรคเขาเห็นผลงาน ก็เป็นกระบวนการที่ยากพอสมควรแล้ว พอสมัครเสร็จกว่าชนะ พอชนะเสร็จกว่าจะครองใจประชาชนได้ บอกเลยว่าเราต้องเสียสละ ต้องทุ่มเทในงานนี้มาตลอด เพราะเป็นอาชีพที่เรารัก เป็นอาชีพที่เรามีความภูมิใจ แต่เราต้องตัดสินใจที่จะต้องทิ้งมันไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาทำหน้าที่นี้อีกไหม
...สิ่งที่ผมเจอมันมีแต่ความไม่แน่นอน มันเป็นความไม่แน่นอน ซึ่งผมก็เจอมาในชีวิตตลอดเวลา เช่น การชุมนุมของคนเสื้อแดง 70 กว่าวัน ไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร ตอนเลือกตั้งก็ออกมาแพ้ทุกโพล ผมก็ต่อสู้ก็ไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ตอนน้ำท่วมก็ต่อสู้กับอารมณ์ของคนมาโดยตลอด แต่เที่ยวนี้ที่เริ่มต้นการประท้วง ตอนแรกกระแสยังไม่ชัด มันต้องวัดใจว่าคนจะออกมาเยอะไหม เราก็ไม่รู้จริงๆ แต่ที่เราตัดสินใจออกมา เราไม่ได้ยึดว่าคนจะออกมาร่วมกับเราไหม แต่เราคิดว่าสิ่งที่เราตัดสินใจออกมาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถามว่าตัดสินใจยากที่สุดในชีวิตไหม ผมพูดได้ตรงๆ ว่ายากที่สุด
แต่พอเห็นประชาชนที่ออกมาวันที่ 11, 24 พ.ย. หรือจนถึงวันที่ 9 ธ.ค. แล้วเราหายเหนื่อย เพราะประชาชนให้กำลังใจเราตลอด ผมลำบากใจน้อยกว่าตอนที่สู้เลือกตั้ง หรือตอนที่สู้กับ นปช. (กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) เยอะเพราะได้กำลังใจจากประชาชนจำนวนมาก เดิน 20 กม. จากศูนย์ราชการมาที่นางเลิ้ง เดิน67 ชม. ท่านสุเทพอายุ 64 ปี เดิน 20 กม. นี่มันไม่ใช่ธรรมดา แต่พอเราเห็นโอ้โห! ประชาชนยืนอยู่ทุกสะพานลอย ทุกฟุตบาททุกช่วง รอต้อนรับขบวน ทักทายเรา ให้กำลังใจตลอด เรามีกำลังใจที่ดีมาก
โดยเฉพาะประชาชนหลายคนน่าเห็นใจมากกว่าแกนนำด้วยซ้ำ หลายคนทิ้งบ้านทิ้งช่องจากภาคใต้ นั่งรถมาเป็นนับสิบชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ขึ้นมาแล้วไม่รู้อาหารการกินจะเป็นอย่างไร ต้องมานอนตากแดดตากฝนบนถนนอยู่เป็นวันๆ ยอมเสียสละออกมา พอเดินขบวนเขาเหล่านี้ก็ออกมาเดินขบวนกับเราอีก พอเห็นคนเหล่านี้ก็เป็นกำลังใจให้เรา ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
มันสะท้อนว่าขบวนการนี้มันได้รับการตอบรับจากประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป้าหมายเราชัดเจน เป็นที่ยอมรับของประชาชน คือการต่อสู้กับระบอบเผด็จการปกครองประเทศ เขาไม่ได้มาเพราะนายสุเทพ เขาไม่ได้มาเพราะนายเอกนัฏ แต่เขามาเพราะว่าเป้าหมายเราเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของเขา ประชาชนถือเป็นพลังสำคัญของขบวนการนี้ ขบวนการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นและอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ได้เกิดมาจากประชาชน”
4 ปีในสนามการเมืองของเอกนัฏ เขาต้องเผชิญหน้าและรับมือกับหลายเหตุการณ์ที่นับว่าไม่ง่ายนักสำหรับนักการเมืองมือใหม่ โดยเฉพาะชัยชนะศึกเลือกตั้งที่เขาระบุว่าภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อต้องเลือกทิ้งตำแหน่ง สส.ย้ายจากสภาหินอ่อนออกเดินบนท้องถนนทั่วกรุง เอกนัฏ ยืนยันว่า “คุ้มค่า” พร้อมคาดการณ์อนาคตการเมืองข้างหน้าที่เขากั๊กว่าอาจพลิกผันได้ทุกเมื่อ
“หลังจากเราตัดสินใจลาออกจาก สส. ผมก็พูดชัดเจนว่าผมจะยืนเคียงข้างประชาชน ถ้าขบวนการนี้ยังไม่สำเร็จ เราก็ไม่กลับไปสู่การเลือกตั้งกระบวนการเดิม เพราะเราต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง วันนี้เขายุบสภาแล้ว แต่หากไม่ปฏิรูปก่อน ถามว่าการเลือกตั้งที่จะถึงวันที่ 2 ก.พ. จะให้ผมลงเหรอ ผมไม่ลงหรอก
...ถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ ว่าอนาคตอันใกล้จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเกิดถามว่าอนาคตไกลๆ จะกลับมาเส้นทางการเมืองไหม อันนี้ผมก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน แต่ ณ เวลานี้ ผมทุ่มเทให้กับขบวนการนี้ และผมเชื่อในเป้าหมายในเจตจำนงของขบวนการนี้ เชื่อในพลังของมัน ที่มีประชาชนเข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก”
หากมีกระบวนการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งจะลงสมัครไหม? “...ถึงตอนนั้นผมต้องตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมพูดตรงๆ ว่าในทางการเมือง เราเข้าไปช่วยรัฐบาลก็ทำมาแล้ว สู้กับม็อบก็ทำมาแล้ว เป็น สส.ที่อายุน้อยที่สุด สู้กับอุทกภัย แล้วมาต่อสู้บนถนนต่อ บางทีมันก็ล้าเหมือนกันครับ กำลังใจดีอยู่แต่ร่างกายมันก็ล้า บางทีเราก็อาจจะพักผ่อนบ้าง ไปทำอย่างอื่นบ้าง







