posttoday
กปปส.  vs รัฐบาลระบอบทักษิณ : ใครไปใครอยู่

กปปส. vs รัฐบาลระบอบทักษิณ : ใครไปใครอยู่

13 ธันวาคม 2556

การชุมนุมใหญ่ของ กปปส. หรือ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนคนนับล้านนั้น มีผลทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่นคลอนแต่ยังไม่พังทลาย การชุมนุมใหญ่ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. (รวมทั้งที่ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศด้วย)

การชุมนุมใหญ่ของ กปปส. หรือ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนคนนับล้านนั้น มีผลทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่นคลอนแต่ยังไม่พังทลาย การชุมนุมใหญ่ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. (รวมทั้งที่ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศด้วย)

การชุมนุมมวลชนต่อต้านรัฐบาลทั้งสองครั้งนี้ ได้รวมพลังมวลชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยและของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า ระบอบทักษิณได้สร้างทุรกรรมทำร้ายจิตใจคนไทยและประเทศรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. สส.พรรคประชาธิปัตย์ 152 คน ได้ประกาศลาออกจาก สส. วันรุ่งขึ้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถอยให้หนึ่งก้าว โดยการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ในแถลงการณ์ยุบสภาไม่มีข้อความใดแสดงถึงความรับผิดชอบเกี่ยวกับความผิดพลาดของรัฐบาล แต่ยังคงมีน้ำเสียงยืนยันหลักการของระบอบทักษิณที่ทำผิดซ้ำซากเพื่อประโยชน์ของทักษิณและพรรคพวก

กปปส.ต้องการมากกว่าการยุบสภา เพราะการยุบสภานั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงรักษาการไปจนกว่าจะมีสภาชุดใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทน กปปส.ไม่ต้องการให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง สส. แต่ต้องการได้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็นกลางไปกำกับการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ สส.และรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ

ปัญหาอยู่ที่ว่าคู่พิพาทจะหาทางปรองดองกันได้อย่างไร จึงถูกต้องตามครรลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทางเลือกมีทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย

ทางเลือกที่ผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่ทำได้ตามหลักรัฐศาสตร์คือใช้อำนาจปฏิวัติหรืออภิวัฒน์ของประชาชน ด้วยเหตุที่ว่ารัฐบาลได้ละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างร้ายแรงซ้ำซาก กลไกบังคับใช้กฎหมายก็ไม่ทำงานตามอำนาจหน้าที่ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงได้พร้อมใจกันแสดงพลังยึดอำนาจคืน ทางเลือกอาจมีหลากหลาย แต่ที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ การประสานงานรวมพลังของคนคุม 9 ฐานอำนาจเพื่อแก้ปัญหาของชาติ

ผู้คุมกลไกอำนาจรัฐที่สำคัญได้แก่ (1) เลขาธิการ กปปส. (2) นายกรัฐมนตรี (3) ประธาน หรือรองประธานวุฒิสภา (ในฐานะประธานรัฐสภา) (4) ประธานศาลฎีกา (5) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (6) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (7) ผู้บัญชาการทหารบก (8) ผู้บัญชาการทหารเรือ และ (9) ผู้บัญชาการทหารอากาศ

ให้บุคคลทั้ง 9 นี้ ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อออกแถลงการณ์ปฏิวัติ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ (1) ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และให้ร่างรัฐธรรมนูญประชาชนฉบับใหม่มาใช้แทนภายในเวลา 12 ปี (2) ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้จัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” และ “สภาประชาชน” ซึ่งประกอบด้วยใครบ้างก็แล้วแต่จะตกลงกัน (3) ข้อตกลงอื่นๆ ที่จะใช้เป็นหลักประกันความสงบเรียบร้อยในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (คล้ายๆ กับประกาศคณะปฏิวัติ)

เนื่องจากฐานะของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นขั้นตอนใดที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีการปกครองของไทยดังที่ผ่านมา

การใช้อำนาจปฏิวัติเช่นนี้เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ “สภาประชาชน” และ “รัฐบาลประชาชน” เกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นการขัดกับหลักการที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เคยประกาศหลายครั้ง ณ เวทีการชุมนุมมวลชนต้านระบอบทักษิณ

การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 3, 7, 69 เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชนและสภาประชาชนนั้น อาจจะต้องตีความอย่างบิดเบือน ซึ่งคนรังเกียจความเจ้าเล่ห์ของระบอบทักษิณไม่ควรทำ ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาจึงจะสบายใจ

ทางเลือกที่ถูกรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก็คือทำงานสานต่อจากสถานภาพของรัฐบาลและรัฐสภาที่เป็นอยู่ ขณะที่เขียนนี้ (12 ธ.ค.) ทางเลือกที่พอใช้ได้น่าจะมีดังนี้

(1) ให้ ครม.รักษาการลาออกทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (3) และให้ประธานหรือรองประธานวุฒิสภาในฐานะประธานรัฐสภา นำความกราบบังคมทูลและรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่เข้าบริหารราชการแทนในฐานะรักษาการ โดยความยินยอมเห็นชอบจากเลขาธิการ กปปส. ครม.รักษาการมีภาระหน้าที่สำคัญคือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะฐานะ สส.ของยิ่งลักษณ์ก็สิ้นสุดไปแล้วพร้อมกับการยุบสภา

(2) ให้ยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งจะทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่พิจารณาแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่ หรือจะให้ผู้นำสูงสุดฝ่ายข้าราชการประจำปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีไปพลางก็ได้

(3) ในกรณีที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีไม่ยอมลาออก หรือไม่ถูกบังคับให้ลาออก การเลือกตั้ง สส. ก็จะเป็นไปตามกฎหมาย กรณีนี้พรรคเพื่อไทยอาจจะอยู่หรือไปก็ได้ ขึ้นอยู่ความเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย

ความนิยมของพรรคเพื่อไทยตกต่ำทั่วประเทศก็จริง แต่พรรคนี้ยังมีเงินใช้หาเสียงมากที่สุดและกล้าเสี่ยงจะทำผิดกฎหมายมากที่สุด พรรคเพื่อไทยอาจจะเข้ามาปกครองประเทศอีกถ้าผู้บังคับใช้กฎหมายการเลือกตั้ง สส. ยังปล่อยให้คนทำผิดกฎหมาย

แต่ถ้า กปปส.จัดตั้งเป็นองค์กรภาคเอกชนออกตรวจตราสอดส่องการเลือกตั้งในฐานะเป็น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” โดยมีเครือข่ายทั่วประเทศ เรียนรู้เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง จับตาดูว่าใครทำผิดกฎหมาย ตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. และบริวาร กกต. และตำรวจที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย เห็นใครทำผิดกฎหมายหรือไม่บังคับใช้กฎหมาย จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างรวดเร็วและถึงที่สุด งานนี้จะต้องเอาสื่อมวลชน สภาทนายความ และ ป.ป.ช. มาเป็นพันธมิตร

ถ้า กปปส.ทำงานเป็นแกนนำและขอความร่วมมือจากองค์กรมวลชนอื่นๆ อย่างมีระบบ (ควรสร้างกลไกทำงานนี้อย่างยั่งยืนด้วย) พรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณไปแน่ กรรมการและเจ้าหน้าที่ กกต. และตำรวจจำนวนมากก็จะต้องไปตาม

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ กปปส.จะอยู่กับแผ่นดินไทยแน่นอน

1.ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าสามารถรวมพลทำการกู้ชาติแบบอารยะขัดขืนได้มากที่สุด สามารถสร้างพลังธรรมะกดดันยับยั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างได้ผล และสามารถบีบให้ยุบสภาฝูงแกะของทักษิณไปได้

2.สปิริตในการต่อต้านระบอบคดโกงอย่างร้อนแรงนั้น มีผลกระทบต่อการส่งเสริมคุณธรรมในหมู่ประชาชนในวงกว้างที่สุดในประวัติศาสตร์ เข้าถึงเยาวชนโดยผ่านสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมงานการต่อต้านระบอบทักษิณด้วย

3.ประชาชนรู้เรื่องการทุจริตคดโกงในรูปแบบต่างๆ ของระบอบทักษิณดีขึ้น โดยผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ 4.ถ้า กปปส. แปรสภาพเป็นองค์กรมวลชนตรวจสอบอำนาจรัฐแทนประชาชน ประชาธิปไตยของไทยจะมีโอกาสพัฒนารุดหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ผลที่ตามมา คือ เศรษฐกิจ จะดีขึ้น ประชาชนจะมีความสุขมากขึ้น

5.เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การปรองดองก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนจะได้รับความยุติธรรมที่มีความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองก็จะมีน้อยลง และการทำรัฐประหารก็จะหมดไปเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท