
ก๊าซเรือนกระจกและโลก 360 องศา
มติที่ประชุมสมัชชาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สมัยที่ 16 หรือ cop16 เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก กำหนดเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ในระยะยาว
มติที่ประชุมสมัชชาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สมัยที่ 16 หรือ cop16 เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก กำหนดเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ในระยะยาว
ดังนั้น โลกจะต้อง “สะกด” ให้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกอยู่ที่ไม่เกิน 4.4 หมื่นล้านตันต่อปี ให้ได้ในปี 2020 (หรือ 8 ปีข้างหน้านี้) จึงอาจจะรักษาไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส
หลายชาติได้แสดงเจตจำนงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศตนเองไว้แล้ว แต่เมื่อรวมกันเข้าก็ยังไม่เพียงพอตามเป้าหมายในปี 2020 อยู่ดี ยังต้องหาทางลดให้ได้เพิ่มอีก เกือบทั้งหมดของที่มีการรับปากกันไปแล้ว ดังนั้นเป็นไปได้สูงมากว่าอาจต้องมีมาตรการเชิง “บังคับ” ต่อทุกชาติในโลกนี้ให้ต้องทำอะไรบางอย่าง...รวมทั้งไทยด้วย
ประเทศไทยถูกคำนวณว่าเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยประมาณ 0.80.9% ของโลก และประเทศไทยยังมิได้ยื่น “เจตจำนง” ต่อเวทีสากลว่าจะตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้เท่าไหร่...
ในฐานะชาติกำลังพัฒนา ประเทศไทยมีสิทธิยื่น “เจตจำนง” ในรูปของ NAMAs (Nationally Appropriate Mitigation Actions) หรือมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสำหรับชาติตนเอง แปลว่า อาจเลือกลดจากอุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรม หรือจากป่าไม้เป็นสาขาๆ ไปก็ได้ ซึ่งต่างจากชาติพัฒนาแล้ว ที่ต้องแสดงเป้าหมายว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกๆ ภาค ทุกๆ สาขาทางเศรษฐกิจของตนเอง
ชาติกำลังพัฒนาที่ส่ง “เจตจำนง” แล้ว จำนวนหนึ่งที่กล้าเสนอลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากชาติตนเองลงถึง 2530% เช่น อินโดนีเซีย เม็กซิโก อินเดีย ส่วนจีนนั้นเสนอที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัว GDP ในปี 2020 ลง 4045%เมื่อเทียบกับปริมาณที่เคยปล่อยเมื่อปี 2005 เป็นต้น พร้อมกับเสนอแผนประกอบด้วยวิธีการอื่นๆ อีกมากมาย
ก๊าซเรือนกระจกของไทยเกือบ 70% มาจากภาคขนส่งและพลังงาน และอีก 20% จากภาคเกษตรและปศุสัตว์ ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พยายามเอาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้อย่างน้อย 25% ใน 10 ปี หรือลดการใช้พลังงานต่อผลผลิตลง 25% ใน 20 ปี ฯลฯ
ในหลายกรณี มีแผนปฏิบัติแล้วด้วย...ขาดเพียง “กลไก” การบริหารที่ “ตรวจสอบ ติดตามรายงานผล และสอบทวนข้อมูลได้” อย่างต่อเนื่อง มีแม้แต่งบประมาณไว้รองรับแล้ว
ดังนั้น หัวใจของประเด็น คือ
ประเด็นแรก ไทยมีองค์กรเพื่อติดตามประมวลข้อมูล หรือองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นองค์การมหาชน แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อมูล
ประเด็นที่สอง คือ ไทยยังไม่ส่งหนังสือแสดง “เจตจำนง” ที่ควรถูกส่งออกไปเพื่อแสดงท่าทีที่ร่วมมือต่อภัยคุกคามโลกอย่างเหมาะสม
ประเด็นที่สาม ไทยยังไม่มีระบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนที่มีบทบาท
ทางแก้ไขที่พึงพิจารณา คือ
ข้อแรก... ทำให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก มีอำนาจเรียกข้อมูลมาประมวล เพื่อประโยชน์ในการทำให้ประเทศไทยมีรายงานผลเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก ที่ยกระดับความแม่นยำและถูกต้องได้ดีขึ้น ครบถ้วนมากขึ้น...แต่การเป็นองค์การมหาชนที่ตั้งขึ้นด้วยพระราชกฤษฎีกานั้น ไม่อาจมี “อำนาจเรียกให้ส่งข้อมูลได้” จึงควรพิจารณายกระดับให้เป็นองค์กรที่มีพระราชบัญญัติรองรับ เพราะผู้ฝ่าฝืนไม่ส่งข้อมูล อาจถูกกำหนดบทแทรกแซงได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นโทษตามอาญาเสมอไป) แต่อำนาจเช่นว่าจะมีได้ก็แต่โดยมีพระราชบัญญัติรองรับเท่านั้น
ข้อสอง... การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นงานที่ต้องอาศัยการสร้างเครือข่ายผู้ร่วมทำงานอย่างต่อเนื่อง อย่างมีความรู้ การตั้งคณะกรรมการร่วมมักได้ผู้มีความรู้ไม่ใกล้เคียงกันมาร่วมทำงาน ดังนั้นการสร้างหลักสูตรอบรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นทางออกที่น่าเลือกอย่างยิ่ง เพราะจะได้ทั้งการสร้างเครือข่าย กระจายความรู้ มีความต่อเนื่อง ผลิตเป็นรุ่นๆ และในที่สุดจะทำให้ได้คณะกรรมการและอนุกรรมการหลายๆ ชุดร่วมที่หลากหลายองค์ประกอบ แต่ร่วมทิศ ร่วมเป้าหมาย เข้าใจวิธีการทำนองเดียวกันได้ ทั้งนี้อาจมีหลักสูตรผู้บริหารเชิงนโยบายผู้บริหารการปฏิบัติ และหลักสูตรสำหรับสื่อมวลชน เพื่อคอยตรวจติดตามรายงานประชาชนไปคู่ขนาน คล้ายที่รายงานข่าว 360 องศา ทางช่อง 3 ทำมาต่อเนื่องครบ 4 ปีแล้ว และกำลังจะสร้างหนังเข้าฉายในโรงหนัง กระจายความรู้แก่ประชาชนอีกทีหนึ่ง







