
ปิดประตูเงินข้าว-ลงทุนน้ำ
ทันทีที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา และออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ทันทีที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา และออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ให้มีผลบังคับใช้วันที่ 9 ธ.ค. 2556 และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 ก.พ. 2557 มองในแง่ดี นั่นเท่ากับว่ามีเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศได้
มองในแง่ร้ายจากการประท้วงของมวลมหาประชาชนที่ยังตรึงแน่น ไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะมีรัฐบาลใหม่มาขับเคลื่อนประเทศ
ระยะเวลา 45 เดือนจากนี้ไปถือว่าอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะการยุบสภาทำให้การบริหารโครงการสำคัญที่ยังมีภาระผูกพันของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในภาวะสุญญากาศ
โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งเป็นโครงการที่ซื้อใจชาวนาทั่วประเทศจนพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างล้นหลามในปี 2554 ตลอดจนการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ตกอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนอย่างน้อยก็อีก 5 เดือน
นั่นเพราะข้อจำกัดของการเป็นรัฐบาลรักษาการ และข้อจำกัดในการที่ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นประตูปิดกั้นไม่ให้รัฐบาลรักษาการ “กู้เงินเพิ่ม” เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว เพราะอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง และการเซ็นสัญญาโครงการน้ำ
หากไล่เรียงกันให้เห็นภาพ ก็จะพบว่าตอนนี้โครงการรับข้าวเปลือกได้ถึงทางตันแล้ว
เพราะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 ก.ย. 2555 ระบุว่า “ไม่ว่ากรณีใดๆ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการให้มีการใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่เกิน4.1 แสนล้านบาท และใช้เงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่เกิน 9 หมื่นล้านบาท”
แต่ ณ วันนี้ (11 ธ.ค.) รัฐบาลใช้เงินหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมาแล้ว 2 ปีการผลิตไปแล้วเป็นเงิน 6.88 แสนล้านบาท และกระทรวงพาณิชย์ส่งคืนเงินค่าขายข้าวคืนให้ ธ.ก.ส.เพื่อนำมาหมุนเวียนในโครงการ 1.62 แสนล้านบาท
เท่ากับว่า รัฐบาลใช้เงินหมุนเวียนในโครงการเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ 5 แสนล้านบาท แล้วเป็นจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท
ยังดีที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณปี 2557 เพื่อจ่ายคืนหนี้โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรก่อนปี 2554/2555 ให้แก่ ธ.ก.ส.เป็นเงิน 8.2 หมื่นล้านบาท ทำให้ ธ.ก.ส.สามารถจัดสรรเงินก้อนนี้มาใช้หนี้จำนำข้าว 5.2 หมื่นล้านบาท
ทำให้ล่าสุด ธ.ก.ส.มีกรอบวงเงินที่ใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวเหลืออยู่เพียง 2.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
และนั่นเท่ากับว่า เพียงพอจะจ่ายเป็นเงินค่าข้าวเปลือกได้เพียง 1.7-1.8 ล้านตันเท่านั้น
“หลังได้รับการจัดสรรงบปี 2557 มา ทำให้ ธ.ก.ส.มีกรอบวงเงินหมุนเวียนในโครงการเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับจ่ายค่าข้าวเปลือกได้ 1.7-1.8 ล้านตัน ส่วนเงินที่ ธ.ก.ส.จะได้จากการออกพันธบัตร 7.5 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่สามารถนำมาจ่ายค่าข้าวเปลือกได้ เพราะเป็นการ Roll Over หนี้เดิมที่ ธ.ก.ส.ไปกู้มาใช้ในโครงการ 4.1 แสนล้านบาท” แหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส.เปิดเผย
แน่นอนว่า รัฐบาลรู้ดีว่าเงินหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวไม่เพียงพอแน่ แต่ก็ตัดสินใจไม่เด็ดขาดพอที่จะเข้าไปแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการเปิดวงเงินกู้เงินหมุนเวียนเพิ่ม เพราะกลัวถูกโจมตีสิบทิศ โดยไม่ย้อนมองกลับไปว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นผลิตผลนโยบายของรัฐบาลนั่นเอง
เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา จึงไม่มีเงินไปจ่ายค่าข้าวให้แก่ชาวนาเกือบ 2 ล้านรายอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เพราะนับตั้งแต่ที่เริ่มรับจำนำข้าวเปลือกปีที่ 3 หรือปีการผลิต 2556/2557 วันที่ 1 ต.ค.-4 ธ.ค. 2556 ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ระบุว่า มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 5.91 ล้านตัน ณ วันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จ่ายเงินค่าข้าวเปลือกให้ชาวนาเพียง 7.33 หมื่นราย ปริมาณข้าวเปลือก 6.51 แสนตัน เงินที่จ่ายค่าข้าว 9,624 ล้านบาท
จึงเท่ากับว่า จะมีข้าวเปลือกอีกกว่า 4.2 ล้านตัน ที่เป็นภาระให้รัฐบาลต้องหาเงินมาจ่าย
และภาระจะไม่หยุดอยู่เท่านี้ เนื่องจากจะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัน เพราะกระทรวงพาณิชย์รายงาน ครม.วันที่4 ก.ย. 2556 คาดการณ์ว่า ข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2556/2557 ว่าจะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 11 ล้านตัน จากชาวนาทั้งสิ้น 2.3 ล้านราย
ส่วนความหวังว่ารัฐบาลจะได้เงินจากการขายข้าวมาหมุนเวียนซื้อข้าวจากชาวนาก็ไม่ง่าย เพราะลำพังแผนที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าจะส่งเงินค่าข้าวเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2556 เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท ตอนนี้เรียกว่าหืดขึ้นคอ
ขณะที่การขายข้าวล็อตใหม่กลับยากยิ่งกว่า เพราะการขายข้าวจีทูจีถูกตรวจสอบอย่างหนักว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายซื้อข้าวต่ำกว่าราคาโดยที่ไม่มีการแข่งขัน ครั้นจะเปิดประมูลขายข้าว เอกชนก็กดราคาซื้อจนราคารูดติดดินจนไม่มีใครกล้าอนุมัติขาย
ถึงตรงนี้แล้วน่าจะสรุปว่า เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการรับจำนำข้าวนาปี 2556/2557 ในเดือน ก.พ. 2557 รัฐบาลยังขาดเงินที่จะนำมาจ่ายให้ชาวนาเกือบ 2 ล้านครัวเรือน เป็นเงิน 1.38 แสนล้านบาท ต้องรอเงินค่าข้าวเปลือกจนเหงือกแห้ง
เพราะเงินจำนำข้าวที่จะไหลไปสู่มือชาวนาอยู่ในภาวะปิดประตูลั่นดานแน่นหนาไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาเคาะขยายวงเงินกู้ในโครงการ อาจต้องรอผ่านพ้นเดือนเม.ย.พ.ค.ปีหน้าไปแล้ว
“ตอนนี้เป็นช่วงใกล้หมดฤดูข้าวนาปีแล้ว น่าจะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการไม่เยอะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ ชาวนานำข้าวเข้าโครงการไม่ได้เงิน ยกเว้นชาวนาที่เป็นพวกรัฐบาลเอาข้าวเข้าโครงการจะได้เงินเร็ว ไม่ต้องรอ แต่ถ้าไม่มีเส้นมีสาย เมื่อนำใบประทวนไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. จะรู้เพียงว่าจะได้เงินเท่าไหร่ แต่ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไหร่” ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ระบุในสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะที่โครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็มีสถานะไม่แตกต่างจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
แม้ว่า สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) จะระบุว่า การยุบสภาจะไม่ส่งผลให้ต้องล้มเลิกโครงการบริหารจัดการน้ำตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพราะได้ออกเป็นกฎหมายไปแล้ว และจะเร่งลงนามว่าจ้างเอกชนทั้ง 4 รายในเดือน ก.พ. 2557 เพราะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองไปแล้ว
นั่นเพราะการจรดปากกาเซ็นสัญญาว่าจ้างเอกชน 4 ราย ลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 9 โมดูล 2.91 แสนล้านบาท ต้องหยุดชะงักอย่างไม่มีกำหนด รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจเซ็นสัญญาโครงการลงทุนน้ำกับเอกชนได้ เนื่องจากจะมีผลผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ เพราะการลงทุนระบบน้ำโครงการต่างๆ ต้องเบิกจ่ายเงินและก่อสร้างเป็นระยะเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ การเซ็นสัญญาก่อสร้างยังติดเงื่อนปมที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความเห็นต่างว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ กำหนดให้การกู้เงินต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 แม้ว่าจะมีการทำสัญญากู้เงินเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่กู้เงินจริงจะขัดกฎหมายหรือไม่ จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงหากมีการเร่งรีบเซ็นสัญญา
ยิ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการคัดเลือกเอกชนเข้ามาดำเนินโครงการด้วยวิธีพิเศษ และเข้าข่ายว่าอาจผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 ว่าด้วยการเปิดเผยราคากลางในการประมูล
งานนี้ถือว่าฝ่ายกำกับนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางเดิมพันถึงขั้นติดคุกติดตะราง
ด้วยความไม่ชัดเจนของโครงการล่าสุด มณฑล ภานุโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เควอเตอร์ ซึ่งได้งานก่อสร้างฟลัดเวย์ 1.5 แสนล้านบาท และก่อสร้างแก้มลิง 1 หมื่นล้านบาท บอกว่า ความไม่ชัดเจนของรัฐบาล ทำให้บริษัทถอนวิศวกรที่ส่งเข้ามา 200300 คน กลับประเทศเกาหลีใต้แล้วบางส่วน
“หากต้องรออีก 5 เดือน กว่าจะเลือกตั้งใหม่ ก็คงต้องรอ แม้จะต้องรื้อโครงการก็ยินดี” ผู้บริหารเควอเตอร์ เปิดทาง
เท่ากับว่า เงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวปีละร่วม 3 แสนล้านบาท และเงินลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้ถูกปิดตายไปสนิท เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจยุบสภาหนีมรสุมทางการเมือง
ปล่อยให้โครงการลงทุนสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ภูมิใจนำเสนอมาก่อนหน้านี้ลอยคอเท้งเต้งกลางมรสุมในทะเลลึก โดยไม่รู้ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







