
หัวหน้าขรก.แนะทุกฝ่ายถกแนวทางปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
ที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการเชื่อการเลือกตั้งแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้ แนะทุกฝ่ายหารือแนวทางปฏิรูปบนพื้นฐานสันติวิธีก่อนดำเนินการ
ที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการเชื่อการเลือกตั้งแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้ แนะทุกฝ่ายหารือแนวทางปฏิรูปบนพื้นฐานสันติวิธีก่อนดำเนินการ
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ประชุมปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า ได้หารือข้อราชการร่วมกัน เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน
ทั้งนี้ก่อนการหารือนายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลัง นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ.2557 ต่อปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ทบวงกรม
จากนั้นได้มีการพูดคุยหารือเพื่อแสวงหาทางออกประเทศไทยจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ ก่อนจะสรุปถึงจุดยืนของข้าราชการ 3 ข้อดังต่อไปนี้
1.ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด สำหรับประเทศไทย
2.ท่ามกลางความขัดแย้ง ข้าราชการทุกคน ซึ่งล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ในความรับผิดชอบจนเต็มกำลังเช่นเดียวกับที่ได้ยึดถือปฏิบัติเสมอมา โดยน้อมนำพระบรมราโชวาท ในการเป็นข้าราชการที่ดีมาเป็นแนวทาง ยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงตรง
3.อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง ที่ประชุมเห็นว่าควรมีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในความขัดแย้งบนพื้นฐานของสันติวิธีก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตจะมีแนวทางการปฎิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ในการยกร่างดังกล่าวมี นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นำถกแถลงเพื่อยกร่างโดยการหารือร่วมกับปลัดกระทรวงทุกกระทรวง โดยเฉพาะในข้อที่ 3 มีความเห็นพ้องต้องกันว่าฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายต้องมีการหารือร่วมกันถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยก่อนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้
นอกจากนี้เห็นว่าต้องประกาศทำสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าก่อนจะถึงวันเลือกตั้งมีแนวทางปฏิรูปประเทศไทยคร่าวอย่างไร และหลังจากเลือกตั้งไปแล้วจะนำสัญญาประชาคมหรือข้อเสนอเหล่านั้นไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร อาทิเช่น ปัญหาระยะห่างระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย ควรเป็นอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม หรือฝ่ายการเมืองควรมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ควรมีแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งระดับฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติควรเป็นอย่างไร หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราใดด้วยเหตุใด เป็นต้น
ดังนั้นนับจากนี้ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองทุกพรรค ต้องกล้าประกาศทำสัญญาประชาคมกับประชาชน มิใช่ทำสัญญาระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันว่าก่อนและหลังการเลือกตั้งจะมีการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม







