
ล้มเลือกตั้ง"57โอกาสมีแต่ยาก
การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้เข้าโหมดของการเล่นสงครามประสาทแล้ว
เมื่อ กปปส.เปลี่ยนเกมกดดันรัฐบาลจากการไปตามสถานที่ราชการ มาเป็นการให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลาออกในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดสุญญากาศและเปิดทางเข้าสู่การตั้งสภาประชาชนปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7
เกมนี้เรียกง่ายๆ ว่าทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557
แม้ว่า กปปส.จะแสดงท่าทีกดดันอย่างไร แต่รัฐบาลได้ยกรัฐธรรมนูญมาอ้างว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศบัญญัติให้นายกฯ รักษาการลาออกไม่ได้
ขณะที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับความพยายามของ กปปส.มากนัก โดยภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ปรากฏว่า กกต.ได้เดินหน้ากำหนดวันรับสมัครทันที ได้แก่ วันที่ 2327 ธ.ค. กำหนดให้เป็นวันสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จากนั้นในวันที่ 28 ธ.ค.-1 ม.ค. 2557 ให้เป็นวันสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นวันที่ 26 ม.ค. 2557
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า กกต.ไม่สนใจแรงกดดันทางการเมือง นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณเตือนผู้ที่คิดจะล้มเลือกตั้งด้วย ซึ่ง “ประพันธ์ นัยโกวิท” กรรมการ กกต.ระบุว่า “ตนไม่ทราบว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะขณะนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาวันเลือกตั้งมาแล้ว ทุกคนก็ต้องปฏิบัติไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย”
ทั้งนี้ มีคำถามเกิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้การเลือกตั้งล้มไป ซึ่งประเมินได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันใน 3 ลักษณะดังนี้
เหตุการณ์ที่ 1 : นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
ฝ่ายที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากในมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กำหนดว่า หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบุคคลใดจะมีผลให้บุคคลนั้นจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาหรือวุฒิสภาจะมีมติในคดีถอดถอนแล้วแต่กรณี
พลิกดูแฟ้มคดีในขณะนี้พบว่ามีอยู่ไม่น้อย ที่สามารถสร้างความเสี่ยงให้เกิดขึ้นกับสถานะนายกฯ ของยิ่งลักษณ์ได้
โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายกฯ ทั้งในคดีอาญาและคดีถอดถอนโดยตรงพร้อมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ถึงแม้ ป.ป.ช.ยังไม่ได้พุ่งเป้ายิ่งลักษณ์ แต่ปัจจุบันได้รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วจนสามารถสรุปได้ว่าการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐมีความไม่โปร่งใส
ส่งผลให้ในอนาคต ป.ป.ช.อาจจะแจ้งข้อกล่าวหากับนายกฯ ที่เป็นผู้คุมนโยบายในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งในอดีตและปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่คดีของ ป.ป.ช.จะมีผลให้ยิ่งลักษณ์ต้องตกเก้าอี้นายกฯ รักษาการจนเกิดภาวะสุญญากาศนั้น ต้องยอมรับว่ายังมีน้อยอยู่
เนื่องจากต่อให้นายกฯ มีเหตุจะต้องพักการทำหน้าที่ขึ้นมาจริง แต่รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เหลืออยู่คนใดคนหนึ่งก็สามารถขึ้นมาปฏิบัติราชการแทนได้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบการ บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 41
เหตุการณ์ที่ 2 : กกต.ยื่นใบลาออก
“วิรัตน์ กัลยาศิริ” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดประเด็นนี้เอาไว้ว่าต้องการให้ กกต.ชุดเก่าที่รักษาการและชุดใหม่ลาออก โดยถ้า กกต.ลาออก 3 คนจากทั้งหมด 5 คน ก็จะมีผลให้ กกต.ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ กกต. พ.ศ. 2550 บัญญัติให้การประชุมของ กกต.จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีกรรมการ กกต. 3 คนขึ้นไป
แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติหากไม่มี กกต.ย่อมไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่ในทางกฎหมายเป็นไปได้ยากเมื่อช่องทางตามรัฐธรรมนูญได้บังคับให้จะต้องมีการสรรหา กกต.ใหม่ภายใน 60 วัน
ที่สำคัญองค์ประกอบในการได้มาซึ่ง กกต.ยังอยู่กันครบตามรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็น “คณะกรรมการสรรหา” ที่ยังมีอยู่ 5 คนจากทั้งหมด 7 คน แม้ขาดในส่วนประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้านไป แต่จำนวนกรรมการสรรหาที่เหลือ 5 คน ก็สามารถทำหน้าที่ได้เพราะมีจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง
เช่นเดียวกับ “วุฒิสภา” ซึ่งปัจจุบันยังมีสถานะตามกฎหมายโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) รับรองให้วุฒิสภาสามารถประชุม เพื่อแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญได้ในช่วงที่มีการยุบสภาได้
เหตุการณ์ที่ 3 : เกิดการรัฐประหาร
การรัฐประหารหากเกิดขึ้นจริง เรียกได้ว่าทุกอย่างถูกกวาดทิ้งทั้งหมด ไล่ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วุฒิสภา รวมไปถึงองค์กรอิสระ
เมื่อปี 2549 กกต.ได้ประกาศจัดการเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค. หลังจากก่อนหน้านั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อเดือน เม.ย. เป็นโมฆะ แต่กำหนดการดังกล่าวต้องล่มลงเมื่อเกิดการรัฐประหารล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ถึงการรัฐประหารจะทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่การจัดระเบียบใหม่ได้ แต่กองทัพได้ประกาศแล้วว่าปัญหาการเมืองก็ให้การเมืองจัดการกันเอง จึงเท่ากับว่าการใช้อำนาจนอกระบบจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน
ดังนั้น จะเห็นว่าหนทางที่จะพอให้การ เลือกตั้งในปี 2557 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ยังพอมีภายใต้กรอบแนวคิดของกลุ่มผู้ต่อต้าน แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิด เพราะในความเป็นจริงและข้อกฎหมายได้ปิดช่องการเกิดสุญญากาศเอาไว้แทบทุกประตู เว้นเสียแต่จะเกิดการล้มกระดานด้วยการรัฐประหารเท่านั้น







